ก่อนที่เราจะหาหุ้นเติบโต (Growth Stock) แน่นอนว่าเราต้องทำความเข้าใจ ถึงสิ่งที่เรากำลังจะตามหา เพื่อที่จะสามารถแยกลักษณะของหุ้นเติบโตแต่ละประเภทได้ชัดเจนมากขึ้น โดยหลังจากที่เราพูดถึงหุ้นเติบโตในรูปแบบเดียวกันแล้ว ผมจะขอเสนอเครื่องมือที่จะใช้ในการเฟ้นหาหุ้นเติบโต ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุน ในการวิเคราะห์เพื่อดู S-Curve การเติบโต, การใช้ข้อมูลในอดีต - อนาคต รวมถึงการประยุกต์ 2 เครื่องมือร่วมกัน
หลังจากนั้น อีกประเด็นที่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการหาหุ้นที่กำไรเติบโต หรือ กำลังจะเติบโต คือ การทำความเข้าใจความคาดหวังของตลาด (Market Expectation) ที่สะท้อนในราคาหุ้น ว่ามีมากน้อยแค่ไหนแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้นตัวนั้น เราถึงจะเห็นภาพของโอกาสที่จะได้ผลตอบแทน (Upside) จากหุ้นดังกล่าวว่ามีมากหรือน้อยอย่างไร และในตอนท้ายจะขอเสริมด้วยโอกาสการลงทุนที่มองว่ายังมีความน่าสนใจ และการหาสัญญาณเพื่อใช้เริ่มต้นลงทุน
ลักษณะของหุ้นเติบโตที่สำคัญ
ปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจลักษณะของหุ้นมีหลายองค์ประกอบ ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุน สิ่งที่ให้น้ำหนัก และวิธีการในการวิเคราะห์การเข้าลงทุนของแต่ละท่าน โดยตัวหุ้นเติบโตนั้นอาจต้องมองเป็นลักษณะของบริษัทหรือหุ้นนั้นๆ หากเราสามารถลงทุนหุ้นดังกล่าวได้ในราคาที่เหมาะสม มีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ที่ดี ก็สามารถมองได้ว่าเป็นการลงทุนหุ้นเติบโต ในเชิงคุณค่า (Value Investing) ได้ แต่แน่นอนว่าในสถานการณ์ปกติส่วนใหญ่แล้ว หุ้นที่เติบโตสูงหรือความคาดหวังสูง มักจะมีราคาที่สูงตาม แม้บริษัทอาจจะยังไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ ทำให้อาจจะไม่ใช่ลักษณะที่ดีหากมองในมุมของการลงทุนเชิงคุณค่า แต่อาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หากเราต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดจากการเติบโต
ดังนั้น ประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร คือ ในการลงทุนในหุ้นเติบโตเราสามารถมองได้จากหลายมุมมอง ทีนี้หากเราพิจารณาลักษณะของหุ้นเติบโต ผ่านที่มาและความยั่งยืนของการเติบโตที่ต่างกัน อาจมองได้เป็น 5 มุม คือ
1) เติบโตจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Secular/Structural Growth)
เช่น กระแส Megatrend ใหม่ การเข้ามาของ AI ช่วยหนุนทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม กลุ่มพัฒนา AI model, Software Application, Data Center, Semiconductor และกลุ่มพลังงานไฟฟ้า – น้ำ
2) เติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth)
เช่น การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และการขยายธุรกิจใหม่ที่สำเร็จ
3) หุ้น Turnaround Growth การฟื้นตัวจากปัจจัยกดดัน
4) หุ้นเติบโตแบบวัฏจักร (Cyclical Growth)
เช่น กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
5) หุ้นเติบโตจากเหตุการณ์เฉพาะ (Event-driven Growth)
เช่น ได้สัญญา - โครงการใหม่ การได้ประโยชน์จากสถานการณ์ชั่วคราวอย่างหุ้นวัคซีน COVID-19 หรือถุงมือยาง เป็นต้น
เราจะเห็นได้ชัดจากรูป คือ MRNA (Moderna หุ้นวัคซีน COVID-19), DOHOME (หุ้นจำหน่ายวัสดุก่อสร้างเหล็ก + Theme สร้างบ้าน หลัง COVID-19), Canopy Growth (CGC, หุ้นกัญชา), NVDA + MU หุ้น Hardware Theme AI จะมี Cycle ของราคาหุ้นที่ต่างกัน เช่น ราคาหุ้น CGC + MRNA ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ราคาขึ้น 1 - 2 ปี ลงภายใน 1 ปี ขณะที่หุ้นอย่าง NVDA มี Runway ของการขึ้นที่ยาวกว่า 3 - 4 ปี แล้ว สะท้อนคุณภาพของการเติบโตที่แตกต่างกันได้ชัดเจน
โดยในที่นี้อาจจะขอเน้นไปที่หุ้นเติบโตในลักษณะข้อ 1 - 2 ที่เป็นการเติบโตเชิงโครงสร้างและเชิงคุณภาพ และอาจมีลักษณะของการเป็นหุ้น Turnaround ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มี Runway ของการเติบโตที่ยาวนานกว่าในกลุ่มที่การเติบโตมาจากวัฏจักร, ตามผลฤดูกาล และ Event-driven แต่จุดที่ต้องตระหนัก คือ แน่นอนว่าไม่มีบริษัทใดที่จะเติบโตด้วยอัตราเร่งที่มากขึ้นได้ตลอดไปภายใต้ธุรกิจเดิมอย่างเดียว เมื่อระยะเวลาผ่านไปการเติบโตจะชะลอลง และเข้าสู่การรักษาระดับการขยายตัว หรือหดตัว ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดตัดสินอีกครั้งว่าบริษัทจะสร้าง S-curve ที่เข้ามาช่วยหนุนการเติบโตรอบใหม่ได้หรือไม่ อีกจุดที่มองว่าน่าสนใจและจะช่วยเพิ่มแต้มต่อ คือ
การรู้จักหุ้นที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องราว ของแต่ละหุ้น เมื่อเกิดสถานการณ์ใหม่ได้ดี ช่องทางที่ง่ายที่สุดผมขอแนะนำ TradingView Heatmap ที่มีการแบ่งกลุ่มหุ้นในแต่ละประเทศให้เราไล่ทำความรู้จักได้ โดยหลักการของ Heatmap คือ การแสดงผลตอบแทนของแต่ละบริษัทในภาพรวม โดยจะมีการแบ่งกลุ่มตามอุตสาหกรรม และขนาดของกล่องจะสะท้อนขนาด Market Cap ของบริษัทๆนั้น เช่น จากรูป Heatmap ที่ 1-2 จะเป็นหุ้นในดัชนี Nasdaq100 และ SET100 จะเห็นว่าหุ้นในกลุ่ม Electronics สหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้น (สีเขียว) ได้แทบทั้งกลุ่ม โดย NVDA (Nvidia) ปรับตัวขึ้น 1.09% ในช่วง 1 วันที่ผ่านมา (สามารถปรับช่วงเวลาได้ใน dropdown “Change 1D, %”) และอีกข้อดี คือ หากเราคลิ๊กไปที่ NVDA หรือหุ้นขนาดเล็กในกลุ่มขวาล่าง ก็จะมีคำอธิบาย, ข้อมูลการเงินเบื้องต้น และข่าวที่เกี่ยวข้องให้นักลงทุนสามารถติดตามได้ด้วย ซึ่งจะทำให้มีฐานข้อมูลความเข้าใจ และนำไปต่อยอดการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
การหาหุ้นโอกาสเติบโตสูง ผ่าน S-Curve และแนวโน้มอนาคต
ในการหาปัจจัยหนุนการเติบโตของแต่ละบริษัท เรามีปลายทางเดียวกัน คือ การหาการเติบโตของกำไรในบริษัทนั้นๆ ผ่านทั้งการวิเคราะห์ S-Curve และแนวโน้มในอนาคตผ่านเครื่องมือการวิเคราะห์ขนาดตลาด (Market Sizing) เช่น TAM หรือ SAM รวมถึงการหาโอกาสจากกระแสรอบตัว เพื่อเชื่อมโยงเป็นไอเดียในการลงทุน จุดหนึ่งที่อยากขอเสนอให้หมั่นทำบ่อยๆ คือ การตั้งประเด็นในการลงทุน (Investment Thesis) ซึ่งจะใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์กรอบการเติบโต, มูลค่าตลาด และโอกาสขยายตัวของธุรกิจ ซึ่งความสนุกจะอยู่ตรงที่สุดท้ายผลลัพธ์จะค่อย ๆ เฉลยออกมาว่า ประเด็นในการลงทุนของเรา มีความถูกต้อง หรือแตกต่างจากผลที่ออกมาอย่างไร
โดยกรอบความคิดที่นักวิเคราะห์มักใช้ในการหาหุ้นเติบโต หรือ S-Curve ใหม่ๆ หากมองในเชิงหลักการค่อนข้างตรงไปตรงมา อาจมองได้เป็น 2 กระบวนการหลักๆ คือ
1) การหา Trend ก่อนว่าปัจจุบันเกิดอะไรขึ้น และอนาคตอาจมีอะไรต่อ ในแต่ละอุตสาหกรรม - ประเทศ
2) นำ Trend ดังกล่าวมาวิเคราะห์ดูโอกาส ศักยภาพในการเติบโต
Identify The Trend: กระบวนการแรกเรียกว่าจะง่ายก็ง่าย จะยากก็ยาก แต่หากพิจารณารอบตัวจะเห็นว่ามีโอกาสการลงทุนที่เกิดขึ้นในตลอดเวลา อย่างเช่นในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นกระแสน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นรอบตัวในหลายรูปแบบนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 เช่น กระแส Work from Home และ Learn from Home ช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มสินค้า IT (COM7 SPVI CPW SYNEX) ให้มีความเป็นสินค้าจำเป็นมากขึ้น, กระแสซ่อมแซม สร้างบ้านหลังการเปิดเมือง (HMPRO, DOHOME, GLOBAL), กระแสหุ้นวัคซีน COVID ในต่างประเทศ (Moderna, Pfizer), กระแสหุ้นกัญชา - กัญชง ทั้งในไทยและสหรัฐฯ, กระแสหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency หรือ Bitcoin ในไทย, กระแสหุ้น Labubu (Pop mart) ที่เป็นเรื่องที่คนพูดถึงจนมาถึงปัจจุบัน อย่างห่วงโซ่ธุรกิจ AI ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรมที่เคยกล่าวไป
จะเห็นว่าในแต่ละกระแสที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและหายไป ซึ่งในขณะที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ปลายทางที่สำคัญ คือ ผลบวกต่อกำไรหากสมมติฐานที่เกิดขึ้นเป็นจริง สุดท้ายแล้วมีมากน้อยแค่ไหน และกำไรที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนแค่ไหน ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าสู่เครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการใช้วัด ขนาดตลาด โอกาสเติบโต จะขอให้หยุดคิดซัก 1 - 2 นาที ว่ามีกระแสอะไร สิ่งรอบตัว หรือข่าวใหม่ๆในประเทศ - ต่างประเทศ ที่เรามองว่ามีโอกาสเป็นเทรนด์ใหญ่ในอนาคตได้ และจะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้าเป็นสิ่งที่ตลาดยังไม่รู้ หรือคนยังไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก
เครื่องมือที่นิยมใช้วิเคราะห์ S-Curve: ต้องยอมรับว่าในการจะดูโอกาสในการเติบโต อาจจะต้องมีทั้งสมมติฐานลงทุน (Investment Thesis) และความเป็นไปได้ ความเชื่อมั่นในกระแสที่เรามอง ซึ่งยิ่งเราทำการบ้านในส่วนแรกมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดอคติในใจได้มากขึ้น โดยเครื่องมือในเชิงปริมาณที่นักวิเคราะห์มักจะใช้ คือ การวัดขนาดตลาดผ่านวิธีดูมูลค่าตลาดรวม (Total Addressable Market, TAM) คือ รายได้รวมทั้ง 100% ที่ตลาดนี้สามารถสร้างได้ เพื่อสะท้อนความต้องการสินค้าหรือบริการนั้นๆ ที่ราคาและปริมาณตามสมมติฐาน อาจจะเป็นในช่วงเวลาต่อปี หรือในช่วง 1 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับบริบท และลักษณะธุรกิจ
โดยอีก 2 คำ ที่มักใช้ในวงการ Startup คล้ายกับการดู S-Curve คือ
1) ตลาดที่สามารถเข้าถึงได้จริง (Serviceable Addressable Market)
เช่น ฐานธุรกิจในประเทศ ช่องทางจำหน่ายที่เราเค้าถึงอยู่ ประเภทของลูกค้าเป้าหมาย และ
2) ตลาดที่คาดว่าจะสามารถทำได้จริง (Serviceable Obtainable Market)
เช่น โอกาสในช่วง 1 - 3 ปีแรก ที่คาดว่าบริษัทจะทำได้ มองในมุมนึง TAM, SAM และ SOM จะเป็นการมอง Top-down ลงมานั่นเอง ซึ่งภาพรวมอาจจะเสริมเข้ามาด้วย Penetration Rate, การดูความได้เปรียบของบริษัท และช่วงเวลาที่จะเริ่มรับรู้กำไรเข้ามาจากกระแสนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ตลาด Lock phone ไทย (สินเชื่อมือถือ ถ้าไม่จ่ายโดน Lock เครื่อง) อิงจาก SGC มองมูลค่า TAM ของการซื้อมือถือแบบผ่อน อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท / ปี ถ้าเราจะ cross check เพื่อหามูลค่าตลาดอาจจะมองได้จาก 2 มุม คือ
1) เริ่มจาก Brand ถ้าเราไปดูยอดขาย Apple Thailand ปี 2025 จะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท โดยในนั้นอิงจากยอดขายอุปกรณ์ของ Apple ปกติ iPhone จะมีสัดส่วนราว 70% แปลว่า 1.2*70% = 0.84 แสนล้านบาท อาจจะเพิ่มด้วย
Gross margin 10% ก็จะได้มูลค่ายอดขายปลีกถึงผู้บริโภคต่อปีที่ราว 0.84*(1+10%) = 0.92 แสนล้านบาท
จากข้อมูลวิจัยตลาดที่เปิดเผยเป็นสาธารณะ StatCounter เผยว่า ในปี 2025 มือถือ Apple มีส่วนแบ่งตลาดที่ราว 33% แปลว่ามูลค่าตลาดมือถือในปี 2025 จะอยู่ที่ราว 0.92/33% = 2.78 แสนล้านบาท โดยล่าสุดผู้บริหาร Samsung Thailand ให้สัมภาษณ์ว่าคนไทยมีสัดส่วนซื้อมือถือแบบผ่อนถึง 70% ซึ่งจากตัวเลขนี้ถ้าเรามอง Conservative ที่ครึ่งนึง 35% ถึง 50% ก็จะได้มูลค่าตลาดการซื้อมือถือแบบผ่อนที่ราว 1-1.4 แสนล้านบาท
2) มองจากฝั่ง Retailers เช่น COM7 ที่เป็นผู้นำตลาด ในปี 2026 มียอดขายธุรกิจค้าปลีกที่คาดกลมๆ 1 แสนล้านบาท
มีสัดส่วนเป็นมือถือราว 60% = ยอดขายมือถือที่ราว 0.6 แสนล้านบาท โดย COM7 เคยให้ข้อมูลใน Opportunity Day ว่ามีส่วนแบ่งตลาดราว 30% เท่ากับมูลค่าตลาดรวมจะอยู่ที่ 0.6/30% = 2 แสนล้านบาท โดยอิงจากสัดส่วนการซื้อแบบผ่อนที่เราตั้งสมมติฐานก่อนหน้านี้ 35 - 50% ก็จะได้ TAM ที่ราว 0.7-1 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกรณีมีสัดส่วนคนที่ผ่อนเพิ่มอีก
ถ้าเราดูจากทั้ง 2 วิธี ตัวเลขปี 2025 - 2026 ก็จะได้ค่ากลางของ TAM ที่ราว 1 แสนล้านบาท / ปี มีความเป็นไปได้
ซึ่งถ้าตัดกลับมาที่ผู้เล่นหลักปัจจุบัน คือ SGC, SF+, Ufund (COM7) มีมูลค่าสินเชื่อรวมที่ตั้งเป้าปี 2026 ที่รวม
ราว 0.3 แสนล้านบาท หรือราว 30% ของ TAM ต่อปี จึงยังมีโอกาสเติบโตจากทั้ง a) การแย่งส่วนแบ่งจากผู้ให้บริการ
ผ่อนแบบอื่น รวมถึง b) ตลาดมือถือเองที่ยังมีการเติบโตจากราคาที่สูงขึ้น, และ c) สัดส่วนคนซื้อมือถือแบบผ่อนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราจะเห็นผู้เล่นใหม่ทยอยเข้ามามากขึ้น เช่น SCAP (SAWAD), Clicx Bank x ADVANC และ SYNEX x Prompt Money
การสแกนหาหุ้นเติบโตเบื้องต้นจากตัวเลขการเงิน เพื่อทำการบ้านต่อ
อีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถใช้เพื่อหาหุ้นเติบโตอาจใช้ตัวช่วยจากสถิติที่ผ่านมา หรือในเชิง Bottom up จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เพื่อคัดกรองและนำมาประกอบการพิจารณา Business Model, แนวโน้มของบริษัท และกระแสในอนาคต แต่ต้องยอมรับว่าวิธีนี้อาจมีข้อจำกัดเล็กน้อย เนื่องจากผลดำเนินงานที่ผ่านมาอาจไม่ได้สะท้อนถึงกระแสหรือผลดำเนินงานในอนาคต และอยู่ในจุดที่มักจะสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว จึงแนะนำว่าอาจต้องใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการคัดกรองความสามารถของบริษัท ฐานะการเงิน ความเสี่ยงของบริษัทเป็นหลักแทน ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆออกมาเสมอ นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการลงทุนได้จากทั้ง www.set.or.th และ www.settrade.com รวมถึง หลายบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จะมีบริการให้ใช้ www.setsmart.com ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการลงทุน หรืออาจมีระบบของตัวเอง เช่น Finansia Hero M
ในส่วนของ SETSMART จะมี Feature ที่สามารถใช้สแกนหาหุ้นตามเงื่อนไขในเบื้องต้น โดยหลัง Login เข้าไป สามารถเข้าไปที่เมนูเครื่องมือ และค้นหาหลักทรัพย์ จะมีข้อมูลสถิติ ที่สามารถกำหนดเพื่อใช้เป็นตะแกรงหาหุ้น
เช่น Quick Screening, Basic Screening และข้อมูลการเงินต่างๆ ในอดีต ดังในรูปที่กำหนดตัวอย่างในการหาเบื้องต้น
ผ่าน P/E 0-30x, PEG ไม่เกิน 1.5 (สูตรการคำนวณ คือ PE/earnings growth นิยมมองที่อัตราส่วนต่ำกว่า 1 แปลว่า
หุ้นยังเติบโตสูงกว่า PE หรือยังถูกเมื่อปรับด้วยการเติบโต), กำไรสุทธิที่เติบโตในปี 2024-25 ที่อัตรา 15-100% y-y, D/E ปี 2025 ไม่เกิน 3.0x และมี ROE ที่มากกว่า 15% ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความสามารถในการสร้างกำไรมั่นคง
โดยหากได้ชุดหุ้นตามเงื่อนไขที่นักลงทุนต้องการแล้ว สามารถนำมาศึกษาต่อรายตัว ทั้งการวิเคราะห์ Business Model, ทิศทางอุตสาหกรรมเทียบกับบริษัท เพื่อดูความยั่งยืนของการเติบโต ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ก็มีเครื่องมือเตรียมพร้อมที่สามารถใช้ได้ไว้แล้ว ทั้งช่องทางผ่าน www.set.or.th ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์กับนักลงทุน คือ Feature วิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งจะมีการวิเคราะห์คุณภาพหุ้นในเบื้องต้นได้หลายมุม เช่น ความสามารถทำกำไร, การตั้งด้อยค่าหรือกลับรายการ (ที่อาจทำให้กำไรดีกว่าปกติ) และฐานะการเงิน
รวมถึง www.settrade.com ซึ่งสามารถศึกษาข้อมูลบทวิเคราะห์หุ้นรายตัว จากนักวิเคราะห์แต่ละบริษัทหลักทรัพย์
เพื่อดูประมาณการในปี 2026 - 2027 และคาดการณ์ Financial Ratio ต่างๆ ในมุมนึงเพื่อเข้าใจสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบัน และอีกมุมจะช่วยให้เราเข้าใจความคาดหวังของตลาดต่อหุ้นตัวนี้ ซึ่งเราจะสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสมมติฐานและแนวโน้มในอนาคตที่เรามองได้
Finding the Right Price กำไรเติบโต ≠ ผลตอบแทนเสมอไป
หลังจากที่เราได้หุ้นที่มองว่ามีโอกาสเติบโตจากทั้ง S-Curve และการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญ คือ ตลาดนั้นรับรู้การเติบโตดังกล่าวไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว? เพราะราคาหุ้นในวันนี้จะสะท้อนถึงความคาดหวังต่อเรื่องราวและกำไรในอนาคต แปลว่าแม้เราจะวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจได้ถูกต้อง แต่หากตลาดคาดหวังเรื่องเดียวกันและสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจไม่ได้สูงตามกำไรเสมอไป โดยเราอาจใช้ Checklist 3 ข้อ และกลยุทธ์ลงทุน 2 ข้อ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาส คือ
1) เปรียบเทียบประมาณการกำไรของตลาด (Consensus Earnings) กับสมมติฐานของเรา เพื่อดูว่าเราเห็นภาพอนาคตแตกต่างจากตลาดตรงไหน a) หากเราคาดกำไรบริษัทจะเติบโต 30% แต่หากตลาดคาดไว้ที่ 40% สะท้อนอาจมีความเสี่ยงที่ตลาดอาจคาดหวังสูงเกินไป หรือหากเราไม่ได้มีการคาดการณ์กำไรลงลึก ก็อาจจะต้องใช้ดุลยพินิจเพื่อพิจารณาสมมติฐานของนักวิเคราะห์ว่ามีสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น ทำไมคนที่ทำกำไรเยอะสุด กับ น้อยสุดถึงต่างกันเท่าตัว ในทางกลับกัน บริษัทที่กำไรโตเพียง 15% แต่เดิมตลาดคาดว่าจะไม่เติบโตเลย ก็อาจกลายเป็น Positive Surprise ได้ และ b) ประมาณการของตลาดได้รวมประเด็นบวก / ลบ ดังกล่าวไปแล้วหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่กำไรโต แต่ต้องเทียบกับที่ตลาดคาดไว้ด้วย ซึ่งข้อมูลประมาณการจากบทวิเคราะห์ที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้า สามารถนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจ Market Expectation ได้
2) Valuation ที่ตลาดกำลังให้กับการเติบโต โดยหลักจะดูจาก Forward P/E และ PEG (ใช้กำไรของปีในอนาคต เพื่อสะท้อนความคาดหวังข้างหน้า) หรือ P/Sales (ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้น Tech ต่างประเทศที่ต้องมีความเชื่อมั่นสูงๆ) เทียบกับกลุ่มบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกัน รวมถึงเทียบกับ Historical Valuation ของหุ้นตัวเอง อย่างไรก็ตาม จุดที่คิดว่านักลงทุนต้องระวัง คือ Valuation สูงหรือต่ำเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจซะทีเดียว เพราะหุ้น P/E 20 เท่า ที่สามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้ 20 - 30% ต่อปีเป็นเวลานาน ย่อมมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้น P/E 10 เท่า ที่กำไรกำลังเข้าสู่ขาลง เพราะฉะนั้นจึงต้องมีข้อถัดมา คือ
3) Runway ของการเติบโต บริษัทที่สามารถเติบโต 20% ต่อปีได้อีกหลายปี ย่อมมีมูลค่าแตกต่างจากบริษัทที่โต 20% ได้เพียง 1 - 2 ปี ตรงนี้จึงย้อนกลับไปเชื่อมกับ S-Curve, TAM และ Penetration ที่เราวิเคราะห์ก่อนหน้า เพราะจะช่วยตอบว่าเราจะคาดหวังการเติบโตได้แค่ไหน และนานแค่ไหนด้วย *และที่สำคัญ คือ อย่าลืมดูเรื่องฐานะการเงินของบริษัทนั้นด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าหุ้นที่ตรงตามตำราหรือตามใจนักลงทุนยังไม่ใช่ราคาที่เหมาะสม แพงเกินไป หรือยังต้องรอความชัดเจน
อีกหน่อย อาจแบ่งเป็น 2 กลยุทธ์ คือ
สุดท้าย ความเสี่ยงของ Growth Stock ไม่ได้มีเพียงเรื่อง Valuation เท่านั้น นักลงทุนควรระวัง การเติบโตที่เป็นเพียงกระแสระยะสั้น และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นกำไรที่ยั่งยืน ฐานะการเงินที่ไม่แข็งแรง ความคาดหวังของตลาดที่สูงเกินไป รวมถึงความผันผวนของราคาหุ้นที่มักสูงกว่าหุ้นทั่วไป ดังนั้น สัดส่วนการลงทุนควรสอดคล้องกับระดับความไม่แน่นอนของ Thesis และเป็นเงินลงทุนในส่วนที่นักลงทุนสามารถรองรับความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงได้
Theme อะไรน่าสนใจ และการจับสัญญาณลงทุน
หลังจากที่เรามีเครื่องมือในการหา S-Curve, วิเคราะห์ตัวเลข และประเมินความคาดหวังที่อยู่ในราคาหุ้นแล้ว ประเด็นสุดท้าย คือ ในปัจจุบันมีอะไรที่น่าจับตามอง เราอาจจะเริ่มจากการมองเทรนด์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แล้วกลับมาหาผู้ได้รับประโยชน์ในประเทศไทย หรือ Global-to-Local ที่น่าทำการบ้านต่อ เช่น ถ้าเราดูในมุมฝั่งกลุ่ม Tech ของโลก กระแสปัจจุบันคือ AI ปกติ ที่จะวิ่งไปสู่ Agentic AI ถ้ามีการนำมาใช้งานจริง แปลว่า ความต้องการใน Supply Chain อาจเร่งตัวขึ้นอีก AI model, Software Application, Data Center, Semiconductor และกลุ่มพลังงานไฟฟ้า – น้ำ, โดยไอเดียที่ดูจะเริ่มเป็นกระแสมากขึ้น คือ Humanoid Robot, Space Technology, Quantum และ Green Tech
นอกจากนี้ ในอีกมุมเราจะเห็นความพยายามในการสร้างความต้องการใหม่ๆ ของฝั่งแบรนด์ คือ อุปกรณ์ไอที เพราะปัจจุบันเรามีอุปกรณ์ติดตัวราว 3 - 4 ชิ้น (มือถือ, หูฟัง, iPad, Smartwatch) ยังขาดแว่นตา และพวงกุญแจหรืออุปกรณ์ AI (META มีเปิดตัว Muse Charm) ซึ่งมองว่าถ้าทำได้ดีจริง + ราคาเข้าถึงได้ ก็ยังมีความต้องการ เช่น Whoop ที่แม้ดูเวลาไม่ได้ แต่คนยอมซื้อ ซึ่งถ้าเกิดกระแสอุปกรณ์ชิ้นที่ 4 - 5 เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ก็อาจจะเป็นอีก S-Curve ของหุ้น IT Retailers บ้านเราได้
ขณะเดียวกัน S-Curve ใหม่ ไม่จำเป็นต้องมาจากเทคโนโลยีใหม่เสมอไป แต่อาจเกิดจาก Business Model ใหม่
ในอุตสาหกรรมเดิม เช่น Lock Phone ที่อยู่ในจุดเติบโตอย่างรวดเร็ว เริ่มมีอัตราการเปิดรับ (Adoption rate) ที่สูงขึ้น ประจวบกับราคาสินค้า IT ที่แพงขึ้นมาเสริมด้วย ซึ่งก็สามารถสร้าง Earnings Growth รอบใหม่ให้กับ COM7 SGC SINGER ได้
การจับสัญญาณว่า S-Curve เริ่มเกิดขึ้นจริง
นักลงทุนสามารถติดตามสัญญาณจาก 3 แหล่งประกอบกัน ได้แก่
1) Global Trend สิ่งที่เริ่มเกิดจริงในตลาดต่างประเทศและมีโอกาสตามเข้ามาในไทย ผมมองว่ายังมีท่าทีที่ใช้หาโอกาสได้ เพราะถ้าเราดูตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัว AI วันที่ 30 พ.ย. 2022 เราจะเห็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI สหรัฐฯ เริ่มปรับตัวขึ้นในช่วง 2024 - 2025 ขณะที่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI ในบ้านเราเพิ่งจะพุ่งขึ้น ในปี 2026
2) Listed Companies เช่น ผู้บริหารเริ่มพูดถึงธุรกิจใหม่ การเพิ่มเงินลงทุน กำลังการผลิต การได้พันธมิตรธุรกิจ หรือ คำสั่งซื้อลูกค้าใหม่
3) Real Economy คือเริ่มเห็นข่าวการใช้งานจริง ที่ไม่ได้มาจากวงการตลาดทุน เช่น โรงงานไทยเริ่มนำ Humanoid / Robotics มาใช้ หรือผู้บริโภคเริ่มใช้สินค้าและบริการรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น เพราะจะช่วยยืนยันว่ากำลังเกิดการนำไปใช้งานจริงอย่างแพร่หลายในธีมนั้นๆ
จากนั้นจึงนำธีมและสัญญาณเหล่านี้กลับมาสร้างเป็นรายการหุ้นเติบโตที่น่าจับตามอง (Growth Stock Watchlist) เพื่อทำการบ้านต่อ เช่น Lock Phone (COM7, SGC, SINGER) ในมุม Business Model / S-Curve ใหม่, GST ในมุม Space Technology รวมถึงการติดตาม Humanoid (ต้นน้ำ KCE, ปลายน้ำ SKY COM7 MGC SIS), Agentic AI supply chain (GULF, ADVANC, Thai Electronics, WHAUP, INSET) และอุปกรณ์ไอทีชิ้นที่ 4-5 ที่จะเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา ที่น่าจะเป็นบวกกับกลุ่มจำหน่ายสินค้า IT เพื่อค้นหาบริษัทจดทะเบียนที่อาจได้รับประโยชน์ในอนาคต ซึ่งถ้าลองใช้ Playbook หาหุ้น + Finding the Right Price บางตัวอาจอยู่ในจุดที่ตลาดรับรู้แล้ว, บางตัวอาจจะยังเพิ่งอยู่ต้นรอบของกระแสใหม่ หรือสุดท้ายอาจเป็นแค่สตอรี่ระยะสั้นก็ได้
ในท้ายที่สุด จากที่เราอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หน้าหุ้นดังกล่าวอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าน่าจะเป็นการนำวิธีวิเคราะห์เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแนวทางการลงทุนของแต่ละท่าน ทั้งการหาหุ้น S-Curve ในอุตสาหกรรมที่ชอบและเข้าใจจริง, การดูฐานะการเงินในอดีต-ปัจจุบัน, พิจารณาผู้บริหาร จนมาถึงจุดที่เราตัดสินใจลงทุนว่าอยู่ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ก็จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสให้เป็นผู้ชนะในตลาดได้มากขึ้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ชื่อหุ้นและเครื่องมือที่ปรากฏเป็นเพียงตัวอย่างประกอบเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขาย








