ฮาวทู! เปลี่ยนเงินช้อปปิ้ง 2,000 บาท ให้กลายเป็นพอร์ตเติบโตระดับโลก

โดย SET
5 Min Read
22 กันยายน 2569
90 views
SEP ฮาวทู! เปลี่ยนเงินช้อปปิ้ง 2,000 บาท 1200x660px  (1) (1)
In Focus

เงิน 2,000 บาทที่เราใช้กับความสุขในชีวิตประจำวัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน เพราะวันนี้เราสามารถนำเงินจำนวนไม่มากไปลงทุนได้ทั้งในตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาว

ถ้าถามว่าคนยังไม่กล้าลงทุนเพราะอะไร? หลายคนอาจคิดว่าการลงทุนต้องมีเงินก้อนใหญ่ หรือการจัดพอร์ตให้กระจายไปยังหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือพันธบัตรรัฐบาล เป็นเรื่องของคนรวย แต่ในความเป็นจริง การลงทุนในปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินจำนวนไม่มาก


แล้วเงินจำนวน “ไม่มาก” นั้นต้องมากแค่ไหน? ลองมองจากค่าใช้จ่ายใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน กล่องสุ่ม Art Toy ยอดฮิตยุคนี้กล่องละ 300–400 บาท จุ่มเพลิน ๆ 5 กล่องก็แตะ 2,000 บาทแล้ว หรือบัตรคอนเสิร์ตศิลปินโปรดหนึ่งใบก็อาจมีราคาหลายพันบาท เช่นเดียวกับกาแฟแบรนด์ดังแก้วละ 150 บาท หากซื้อวันเว้นวัน เดือนเดียวก็ใช้เงินไปกว่า 2,000 บาทแล้ว


เงิน 2,000 บาทที่เราใช้กับความสุขในชีวิตประจำวัน จึงอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการลงทุนได้เช่นกัน เพราะวันนี้เราสามารถนำเงินจำนวนไม่มากไปลงทุนได้ทั้งในตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาว


3 เครื่องมือการเงินยุคใหม่ ช่วยให้เงินก้อนเล็กเข้าถึงสินทรัพย์ได้หลากหลาย

ในอดีต การลงทุนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะต้องใช้เงินก้อนใหญ่และมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่ปัจจุบันการลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก และเลือกลงทุนได้หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย สินทรัพย์ต่างประเทศ และสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ มาทำความรู้จัก 3 เครื่องมือการลงทุนที่ช่วยให้เราเริ่มต้นและกระจายการลงทุนได้ง่ายขึ้น

1.หุ้นไทย (Thai Stocks): การลงทุนในหุ้น คือการร่วมเป็นเจ้าของบริษัทและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงเงินปันผลจากบริษัทที่มีนโยบายจ่ายปันผล เช่น PTT, TISCO และ KBANK
ทั้งนี้หุ้นไทยปันผลยังติดอันดับอัตราการจ่ายปันผลยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียอีกด้วย 

2.ETF (Exchange Traded Fund): กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ข้อดีคือการซื้อ ETF เปรียบเสมือนการกระจายเงินไปซื้อหุ้นทั้งดัชนีทันที สินทรัพย์อ้างอิงมีทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น TDEX (อ้างอิง SET50), 1DIV (อ้างอิง SETHD), GLD (อ้างอิงทองคำ) , CHINA (อ้างอิง ตลาดหุ้นจีน CSI300)

3.DR (Depositary Receipt): ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถใช้เงินบาทลงทุนในหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ และซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นไทย ทำให้เข้าถึงบริษัทและดัชนีชั้นนำของโลกได้ง่ายขึ้น เช่น Tesla, Apple, Google และ S&P 500

แนวทางจัดพอร์ตเชิงรุก เน้นเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการสร้างพอร์ตเติบโต สามารถแบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุนเป็น 70% ในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง อย่าง สินทรัพย์หุ้น หรือดัชนีที่อ้างอิงหุ้น เป็นหลัก และ 30% ลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ อย่างเช่น ตราสารหนี้

ตัวอย่างการจัดสรรงบ 2,000 บาท มีดังนี้


ส่วนที่ 1: สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เพื่อโอกาสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า (70% หรือประมาณ 1,400 บาท)

เลือกลงทุนในหุ้นไทยชั้นนำ หรือบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต โดยเน้นธุรกิจที่มีความมั่นคงและใกล้ตัว อีกทางเลือกคือ 1DIV กองทุน ETF ที่เน้นลงทุนให้ล้อไปกับ ดัชนี SETHD  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

เลือก DR หุ้นต่างประเทศ หรือ ETF ดัชนีโลก จัดสรรเงินส่วนใหญ่ไปที่สินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงในระดับโลก เช่น DR ที่อ้างอิงหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำหรือดัชนีต่างประเทศ เช่น S&P500 หรือดัชนีฝั่งเอเชีย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติบโตไปกับเทรนด์โลก และต้องการกระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศไทย


ส่วนที่ 2: สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เพื่อกระจายความเสี่ยง (30% หรือประมาณ 600 บาท)

เลือกตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ต ลดความผันผวนและช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง พร้อมสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย

เทคนิคสร้างเงินก้อนเล็กให้เป็นก้อนใหญ่ด้วยเทคนิค DCA (Dollar-Cost Averaging)

DCA (Dollar-Cost Averaging): การทยอยลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน เช่น เดือนละ 2,000 บาท ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนและลดความกังวลเรื่องการจับจังหวะตลาด เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก และลงทุนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว


ข้อดีของการลงทุนด้วยเทคนิค DCA (Dollar-Cost Averaging)

1.ลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ
DCA ช่วยให้เราเริ่มลงทุนได้โดยไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ เพียงแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากรายได้มาลงทุนในแต่ละเดือน ก็สามารถค่อย ๆ สร้างพอร์ตของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างวินัยในการลงทุนไปในตัว

2.ไม่ต้องคอยกังวลว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจังหวะไหนคือจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของตลาด การ DCA จึงช่วยลดความกังวลเรื่องการจับจังหวะ เพราะเราเลือกลงทุนตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตลาดในช่วงนั้นจะขึ้นหรือลง

3.เริ่มง่ายด้วยเงินน้อย แต่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว
การเริ่มลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ตามกำลังของแต่ละคน เงินจำนวนเล็ก ๆ ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอสามารถค่อย ๆ สะสมเป็นเงินก้อนในอนาคตได้ ที่สำคัญคือการเริ่มต้นและทำอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การลงทุนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แค่เริ่มจากเงินที่เหมาะกับตัวเรา วางแผนให้ดี และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสร้างความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากการเริ่มต้นและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง


เริ่มลงทุนวันนี้ ให้เงินก้อนเล็กได้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเป้าหมายในอนาคต


เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นได้ที่  https://www.setinvestnow.com/th/open-account-stock-eopen 

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน