การก้าวเข้าสู่วัยเกษียณในยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการ "หยุดทำงานแล้วนั่งรอใช้เงิน" อีกต่อไป ในโลกที่ค่าครองชีพสูงขึ้นและเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้เรามีอายุยืนยาวถึง 80–90 ปี การวางแผนเกษียณแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะรองรับชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานถึง 20–30 ปีได้อีกต่อไป
คำถามสำคัญที่คนใกล้เกษียณมักตั้งขึ้นคือ “จะจัดการกับเงินก้อนเกษียณอย่างไรดี?” จะเปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้กลายเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนสม่ำเสมอคล้ายเงินบำนาญได้อย่างไร โดยที่เงินต้นไม่จม ไม่สูญหาย และยังมีมูลค่าเติบโตชนะเงินเฟ้อ
การบริหารเงินก้อนเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการเข้าใจสถานะภาษีของเงินแต่ละแหล่ง การใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่าง RMF และ ThaiESG จากนั้นนำเงินมาจัดสรรผ่านกลยุทธ์ 3 กระเป๋า เพื่อสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุขอย่างแท้จริง
เงินก้อนเกษียณมีอะไรบ้าง ต้องเสียภาษีไหม?
เมื่อถึงวันเกษียณ เงินก้อนที่จะได้รับมาจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งมีเงื่อนไขและสถานะทางภาษีที่แตกต่างกัน
พนักงานเอกชน:
ข้าราชการ:
เงินสหกรณ์ออมทรัพย์:
กองทุน RMF & ThaiESG ตัวช่วยประหยัดภาษี
เงินเกษียณบางประเภทต้องนำมาคำนวณภาษี การวางแผนลงทุนใน RMF และ ThaiESG จึงเป็นอีกทางเลือกในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมช่วยวางแผนการเงินในระยะยาว
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF - Retirement Mutual Fund)
กองทุนที่ส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ตลาดเงินและตราสารหนี้ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์
กองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศไทย ทั้งหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) โดยลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
การสับเปลี่ยนกองทุนระหว่างการถือครอง ในระหว่างที่ถือครองกองทุน RMF หรือ ThaiESG เพื่อให้ครบตามเงื่อนไขภาษี สามารถทำการสับเปลี่ยนย้ายเงินระหว่างกองทุนภายในประเภทเดียวกันได้ เช่น RMF ไป RMF หรือ ThaiESG ไป ThaiESG เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนตามความเหมาะสมของสภาวะตลาด โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขทางภาษี
*หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เงื่อนไขด้านสิทธิประโยชน์และระยะเวลาการถือครองของกองทุน ThaiESG จะเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
จัดสรรเงินก้อนหลังเกษียณด้วยกลยุทธ์ “เงิน 3 กระเป๋า”
หัวใจสำคัญของการบริหารเงินหลังเกษียณ คือ การจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับ ระยะเวลาที่คาดว่าจะนำเงินออกมาใช้และเป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายระยะสั้น ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้เงินส่วนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เติบโตในระยะยาว
แนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ได้คือ “Bucket Strategy” หรือกลยุทธ์การแบ่งเงินเป็นกระเป๋าตามช่วงเวลา ซึ่งต่อยอดจากแนวคิดของ Harold Evensky นักวางแผนการเงินชาวอเมริกัน โดยแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ ตามระยะเวลาที่คาดว่าจะนำมาใช้ และเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงของแต่ละกระเป๋า
๐ กระเป๋าที่ 1: เงินสำหรับค่าใช้จ่ายระยะสั้น (กรอบเวลา 1–2 ปี)
เป็นเงินที่เตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในช่วง 1–2 ปีแรกหลังเกษียณ จึงควรให้ความสำคัญกับ สภาพคล่องและการรักษาเงินต้น มากกว่าการมุ่งหวังผลตอบแทน โดยเลือกสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและความผันผวนต่ำ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ทั้งนี้ ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง รวมถึงรายได้ประจำอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น บำนาญ ก่อนกำหนดจำนวนเงินที่ต้องสำรองไว้
๐ กระเป๋าที่ 2: เงินสำหรับระยะกลาง (กรอบเวลา 3–10 ปี)
เป็นเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในทันที จึงสามารถนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างรายได้และผลตอบแทนในระยะกลาง โดยควรคำนึงถึงความเสี่ยงและความผันผวนให้เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุน ตัวอย่างสินทรัพย์ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรออมทรัพย์ หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมผสม ทั้งนี้ สินทรัพย์เหล่านี้ยังมีความเสี่ยงด้านเครดิต อัตราดอกเบี้ย และความผันผวนของราคา จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
ตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยของ “พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส” รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2
๐ กระเป๋าที่ 3: เงินลงทุนระยะยาว (กรอบเวลา 10 ปีขึ้นไป)
เป็นเงินส่วนที่ยังไม่มีแผนจะนำมาใช้ในระยะยาว จึงสามารถรับความผันผวนของตลาดได้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เงินเติบโตและช่วยรองรับความต้องการใช้เงินในช่วงหลังของวัยเกษียณ โดยอาจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว เช่น หุ้นหรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ทั้งนี้ ควรกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุน
แนวคิดสำคัญของกลยุทธ์นี้ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนหรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนทั้งหมด แต่เป็นการจัดเงินให้เหมาะกับช่วงเวลาที่จะนำมาใช้ เพื่อให้เงินสำหรับค่าใช้จ่ายระยะสั้นไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนของสินทรัพย์ระยะยาวมากเกินไป ขณะที่เงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะใกล้สามารถลงทุนเพื่อสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาวได้
เพื่อให้พอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ โดยควรจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
เน้นคัดเลือกหุ้นของบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคง และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Economic Moat) รวมถึงมีความสามารถในการสร้างกำไรและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวควบคู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
แม้หุ้นจะมีความผันผวนมากกว่าสินทรัพย์ประเภทเงินฝากหรือตราสารหนี้ แต่การมีหุ้นอยู่ในพอร์ตในสัดส่วนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถรองรับผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามอายุ แหล่งรายได้ เงินออม เป้าหมายการใช้เงิน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน
หุ้นปันผลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลควบคู่ไปกับโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยสามารถใช้ ดัชนี SET High Dividend 30 (SETHD) เป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการศึกษาได้
SETHD เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง โดยคัดเลือก 30 หลักทรัพย์จาก SET100 ตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องย้อนหลัง 3 ปี และมี Dividend Payout Ratio ไม่เกิน 100%
จุดที่ผู้ลงทุนควรพิจารณา ได้แก่
ตัวอย่างกลุ่มธุรกิจที่พบในหุ้นปันผล
กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่นำหน่วยลงทุนไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เหมือนหุ้นรายตัว โดยมีนโยบายลงทุนให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้นหรือทองคำ จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในหลักทรัพย์จำนวนมากผ่านการซื้อขาย ETF เพียงตัวเดียวบนกระดานซื้อขายหลัก
ตัวอย่างเช่น TDEX (กองทุนเปิดไทยเดกซ์ เซ็ท 50) เป็นกองทุน ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเงินไปซื้อหุ้นตามดัชนี SET50 เพื่อให้ราคาของ TDEX เคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีมากที่สุด โดยมีจุดเด่น ดังนี้
อีกทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยสามารถเลือกลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Apple, Microsoft, Alibaba และ Nintendo หรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีต่างประเทศ เช่น S&P 500, Nasdaq-100, Hang Seng Index และ CSI 300 เป็นต้น
ข้อดีของการลงทุนต่างประเทศผ่าน DR คือ ซื้อขายเป็นเงินบาท ผ่านบัญชีหุ้นไทย ไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนใน DR มีโอกาสได้รับเงินปันผลและผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาเสมือนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรง โดยเงินปันผลและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขของ DR แต่ละตัว ขณะที่กำไรจากส่วนต่างราคาจากการขาย DR สำหรับบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ เช่นเดียวกับหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย
ดูข้อมูล DR เพิ่มเติม ได้ที่ www.set.or.th/dr
เกษียณให้มีความสุข... ต้องบริหารทั้ง "เงิน" และ "สุขภาพ" ควบคู่กัน
การบริหารเงินหลังเกษียณให้มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการวางแผนจัดการเงินก้อนและภาษีอย่างเป็นระบบ จัดสรรเงินผ่านกลยุทธ์ 3 กระเป๋าตามระยะเวลาและสภาพคล่อง เพื่อให้มีเงินสดพร้อมใช้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในแต่ละช่วงวัย พร้อมทั้งกระจายเงินบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เข้าใจง่าย เสี่ยงเหมาะสม และช่วยสร้างกระแสเงินสดชนะอัตราเงินเฟ้อได้อย่างลงตัว
ในขณะเดียวกัน การบริหารสุขภาพก็มีความสำคัญไม่แพ้กันด้วยการดูแลร่างกายผ่านการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงการทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่ารักษาพยาบาลกลายเป็นรอยรั่วใหญ่ที่ทำลายเงินเก็บทั้งชีวิต เพราะการเกษียณที่ดี ไม่ใช่แค่การมีเงินพอ แต่คือการมีสุขภาพดีพอที่จะได้ใช้เงินและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
Redesign ชีวิต: เกษียณแบบเชิงรุก 60 แล้วไม่จำเป็นต้องหยุดพัก
แทนที่จะหยุดทำงานแบบ 100% ลองเปลี่ยนมุมมองเป็นการนำสิ่งที่เราชอบ ความถนัด หรือ Passion ที่สะสมมาตลอดชีวิต มาต่อยอดให้กลายเป็นอาชีพเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงงานอดิเรกที่สร้างรายได้ เช่น การเป็นที่ปรึกษา การสอนหนังสือหรือให้คำแนะนำรุ่นน้อง งานฝีมือ การปลูกต้นไม้ หรือการทำคอนเทนต์ เพราะประโยชน์ของการมีรายได้เข้ามาเติมในพอร์ต แม้เพียงเล็กน้อย เช่น เดือนละ 5,000 – 15,000 บาท มีความหมายมากกับชีวิตเกษียณในยุคนี้
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน





