5 จุดที่นักลงทุนควรดู เมื่อบริษัทประกาศงบ

โดย SET
5 Min Read
14 สิงหาคม 2569
446 views
Jul. 5 จุดที่นักลงทุนควรดู เมื่อบริษัทประกาศงบ (1)
In Focus

อย่าดูแค่ตัวเลข “กำไรเพิ่มขึ้นหรือลดลง?” เพราะกำไรเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ในงบการเงินยังมีข้อมูลสำคัญอีกหลายอย่าง ที่ช่วยให้เราเข้าใจธุรกิจได้ลึกขึ้น ชวนเช็ก 5 จุดสำคัญในงบการเงิน ที่ช่วยให้มองเห็นภาพธุรกิจได้รอบด้านมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็เริ่มได้

🔥 "กำไรโต = ราคาหุ้นพุ่ง" จริงหรือ? ทำไมบางบริษัทกำไรนิวไฮ แต่ราคาหุ้นกลับร่วงสวนทาง! 📉

เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบการเงิน นักลงทุนจำนวนมากมักรีบดูว่า "กำไรสุทธิ" ของบริษัทเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน เพราะคิดว่ายิ่งกำไรโต ราคาหุ้นก็น่าจะขึ้นตาม

 

📅 แต่สิ่งที่ต้องรู้ก่อนคือ งบการเงินไม่ได้ประกาศทันทีหลังจบไตรมาส

โดยทั่วไปบริษัทจดทะเบียนต้องนำส่งงบการเงินรายไตรมาสภายใน 45 วันหลังสิ้นสุดไตรมาส และงบการเงินประจำปีภายใน 2 เดือน หากบริษัทนำส่งเฉพาะงบปี หรือภายใน 3 เดือน หากบริษัทนำส่งงบไตรมาส 4 หลังจากสิ้นปีบัญชี
- งบไตรมาส 1 (ม.ค.-มี.ค.) มักประกาศในช่วง พฤษภาคม

- งบไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) มักประกาศในช่วง สิงหาคม

- งบไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) มักประกาศในช่วง พฤศจิกายน

- ส่วนงบประจำปี (ม.ค.-ธ.ค.) มักประกาศในช่วง กุมภาพันธ์-มีนาคมของปีถัดไป

 

"นั่นหมายความว่า ตัวเลขที่เราเห็นในวันนี้ เป็นผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นไปแล้วหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งในหลายกรณี ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังผ่านราคาหุ้นไปก่อนวันประกาศจริงแล้ว"

 

แต่ในความเป็นจริง เรามักเห็นหุ้นบางตัวกำไรโตแรงแต่ราคาหุ้นกลับร่วง ขณะที่บางบริษัทกำไรโตไม่มากแต่ราคาหุ้นกลับปรับขึ้น เหตุผลเพราะตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ตัวเลขกำไร แต่ให้ความสำคัญว่า 'ผลประกอบการที่ประกาศออกมา' นั้นเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังไว้หรือไม่ กำไรมีคุณภาพเพียงใด และบริษัทจะมีแนวโน้มเติบโตต่อไปอย่างไร

 

⚠️ การโฟกัสแค่กำไรสุทธิเปรียบเสมือนการอ่านหน้าปกหนังสือโดยไม่เปิดอ่านเนื้อหาข้างใน เพราะบริษัทอาจทำกำไรได้มหาศาลจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เช่น การขายสินทรัพย์หรือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรจาก 'ธุรกิจหลัก' (Core Business) อย่างแท้จริง

 

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจคุณภาพของผลประกอบการ นักลงทุนจึงควรมองลึกกว่าแค่ตัวเลขกำไรสุทธิ และพิจารณาองค์ประกอบสำคัญในงบการเงินควบคู่กันไป

 

เช็ก 5 จุดสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน

เราสามารถแบ่งการเช็กคุณภาพหุ้นออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ดังนี้

 

1. งบฐานะการเงิน ใช้ดูความแข็งแกร่งของธุรกิจ
ใช้ดู "ขนาดและความแข็งแกร่งของธุรกิจ ณ วันใดวันหนึ่ง"

บอกว่าบริษัทมีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้าง ติดหนี้ใครอยู่เท่าไหร่ และมีส่วนของผู้ถือหุ้นเหลืออยู่เท่าไร
ประเด็นสำคัญที่ควรวิเคราะห์

- ขนาดของกิจการ

- ทรัพยากรที่ใช้ดำเนินงาน

- ภาระเงินกู้และหนี้สิน

- จำนวนทุนของเจ้าของ

 

📌 สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

 

เคสตัวอย่าง

บริษัท A ดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ มีการซื้อกิจการและขยายอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ขนาดของกิจการและทรัพยากรที่ใช้ดำเนินงานดูยิ่งใหญ่ แต่เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างในงบฐานะการเงินกลับพบว่า ภาระผูกพันในการชำระหนี้ เช่น หุ้นกู้ มีจำนวนสูงมากจนเกินสัดส่วนของจำนวนทุนที่ได้มาจากเจ้าของ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้แต่บริษัทขาดสภาพคล่อง ธุรกิจที่เคยดูเหมือนว่าแข็งแกร่งจึงอาจประสบวิกฤตทางการเงินได้ 

 

2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ใช้เช็กว่าบริหารงานเก่งจริงหรือแค่ส้มหล่น
ใช้ประเมินฝีมือในการทำธุรกิจ โดยวัดผลการดำเนินงานในรอบ 3 เดือน หรือ 1 ปี วิเคราะห์จาก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

- กำไรขาดทุน

- ต้นทุนของกิจการ

- แนวโน้มการเจริญเติบโต

 

เคสตัวอย่าง

บริษัท B เป็นธุรกิจบริการขนส่งที่เคยมีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูงมากในอดีต แต่ต่อมาต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าบริหารจัดการ สูงกว่ารายได้ที่ลดลง ผลการดำเนินงานบรรทัดสุดท้ายจากที่เคยมีกำไร จึงพลิกกลับมาเป็นขาดทุน สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนคือเครื่องวัดความสามารถของผู้บริหาร

 

3. งบกระแสเงินสด ใช้ดูว่าได้เงินจริงหรือแค่กำไรบนกระดาษ
ใช้ดูสายป่านของธุรกิจและการมีเงินสดหมุนเวียนจริง โดยวิเคราะห์จาก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

- คุณภาพการบริหารงาน

- ความมั่นคงของกิจการ

- ขีดความสามารถทางการเงิน

 

เคสตัวอย่าง

บริษัท C เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดจอง (Backlog) ล่วงหน้าสูงมาก แต่งบกระแสเงินสดกลับติดลบ สาเหตุเพราะลูกค้ากู้ไม่ผ่านหรือบริษัทสร้างเสร็จช้าจน โอนกรรมสิทธิ์ไม่ทัน ทำให้เปลี่ยนยอดจองเป็น "เงินสด" ไม่ได้ สะท้อนว่าบริษัทอาจเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนยอดขายที่รับรู้ทางบัญชีให้กลายเป็นเงินสดจริง เมื่อไม่มีเงินสดไหลเข้า บริษัทจึงขาดขีดความสามารถทางการเงินไปชำระหนี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกิจการ 

 

4. หมายเหตุประกอบงบการเงิน ใช้เช็กความเสี่ยงและความโปร่งใสของธุรกิจ
ใช้แสดงรายละเอียดทางบัญชีที่สำคัญ โดยใช้ตรวจสอบลึกลงไปหลังตัวเลขในงบหลัก โดยวิเคราะห์จาก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

- นโยบายของกิจการ

- เหตุการณ์ที่ผิดปกติ

- สาระสำคัญที่ไม่ได้แสดงในงบ

 

เคสตัวอย่าง

บริษัท D มีตัวเลขผลประกอบการดูปกติทั่วไป แต่เมื่อเปิดอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน ผู้สอบบัญชีได้ระบุถึงเหตุการณ์ที่ผิดปกติและสาระสำคัญที่ไม่ได้แสดงในงบ เช่น การเข้าทำรายการซื้อสินทรัพย์ราคาสูงกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ทำให้นักลงทุนต้องกลับมาตั้งคำถามถึงนโยบายของกิจการและความโปร่งใสของผู้บริหาร

 

5. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้น 

ทำให้ทราบรายละเอียดการเคลื่อนไหวของทุนในระหว่างปี ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากรายการใดบ้างอย่างชัดเจน ประเด็นที่ควรวิเคราะห์
- การเพิ่มทุนหรือลดทุน
- การจ่ายเงินปันผล
- กำไรหรือขาดทุนสะสม

เคสตัวอย่าง

บริษัท E ในช่วงที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกิจการ งบนี้จะแสดงการเคลื่อนไหวของทุนระหว่างปีอย่างละเอียด เช่น การลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสม ทำให้ทุนลดลง และตามด้วยกระบวนการเพิ่มทุนหรือแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อสร้างฐานะการเงินให้กลับมาเข้มแข็ง ซึ่งงบนี้จะแจกแจงที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดให้เห็นอย่างชัดเจน

 

📱มือใหม่เช็กงบง่าย ๆ ไม่ต้องคำนวณเอง ผ่านเว็บไซต์ SET

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่ถนัดคำนวณตัวเลขทางบัญชีด้วยตัวเอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ทำการประมวลผลและสรุปตัวเลขทางการเงินที่สำคัญไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว

 

1. เข้าเว็บไซต์ www.set.or.th
2. พิมพ์ "ชื่อย่อหุ้น" ในช่องค้นหา 
3. เลือกแถบเมนูหัวข้อ “งบการเงิน”
4. เลือกแถบย่อยหัวข้อ  "การวิเคราะห์งบการเงิน" ซึ่งสรุปอัตราส่วนทางการเงินสำคัญมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
  • คุณภาพรายได้
  • ความสามารถในการทำกำไร
  • วงจรเงินสด
  • การประเมินมูลค่าสินทรัพย์
  • การใช้เงินกู้ยืม
banner ขั้นตอนดูงบการเงิน (1)

💡 สุดท้ายแล้ว การอ่านงบการเงินไม่ใช่การจำตัวเลขทุกบรรทัด แต่คือการเข้าใจว่ากำไรที่เห็นนั้นมีคุณภาพหรือไม่ 

  • กำไรที่โต มาจากธุรกิจหลักจริงหรือไม่?
  • ยอดขายที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นเงินสดได้จริงหรือเปล่า?
  • การเติบโตนั้นแลกมาด้วยหนี้ที่สูงเกินไปหรือไม่?

หากตอบคำถามทั้ง 3 ข้อนี้ได้ นักลงทุนจะมองเห็นภาพธุรกิจได้ชัดกว่าการดูแค่ตัวเลขกำไรสุทธิเพียงอย่างเดียว 

 

แต่แม้จะรู้ 5 จุดเช็กสำคัญแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้เกณฑ์เดียวกันวิเคราะห์หุ้นทุกกลุ่มได้ เช่น หุ้นธนาคารต้องดู NPL (หนี้เสีย) และ NIM (ส่วนต่างดอกเบี้ย) เพื่อดูความเสี่ยงและกำไร ในขณะที่หุ้นสื่อสารอาจต้องเจาะ ARPU (รายได้ต่อหัว), จำนวนผู้ใช้, และ CAPEX (งบลงทุนเสาสัญญาณ) เพื่อดูศักยภาพการเติบโต เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะธุรกิจที่ต่างกัน การทำความเข้าใจ 'ปัจจัยเฉพาะ' ของอุตสาหกรรมนั้นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณวิเคราะห์หุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การอ่านงบอาจดูยากในช่วงแรก แต่เมื่อฝึกฝนจนเป็นนิสัย คุณจะพบว่ามันคือ "เกราะป้องกัน" ที่ทำให้คุณไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวลือหรืออารมณ์ตลาด ลองหยิบหุ้นในพอร์ตของคุณขึ้นมา แล้วลองเจาะดูทั้ง 5 จุดนี้ตั้งแต่วันนี้... แล้วคุณจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และก้าวสู่การเป็นนักลงทุนที่เติบโตได้อย่างมืออาชีพ

ศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจในหุ้นสามัญเพิ่มเติม  https://www.setinvestnow.com/th/stock

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน