เทคนิคบริหารพอร์ตหุ้นด้วย Bond

โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP® CCO, InnovestX
5 Min Read
22 กรกฎาคม 2569
385 views
Banner Bond-พี่วิชัย
In Focus

คำถามนี้น่าสนใจ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักมองว่า หุ้นเอาไว้สร้างผลตอบแทน ส่วนพันธบัตรเอาไว้สำหรับคนรับความเสี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนสถาบัน กองทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนระดับโลก แทบไม่มีใครถือหุ้น 100% ตลอดเวลา พวกเขาจะมี Bond เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเสมอ เพราะไม่ได้มองว่า Bond เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ต

เพิ่มโอกาสทำกำไร ลดความผันผวน และบริหารเงินสดอย่างมืออาชีพ
หลังจากบทความก่อนที่ผมได้แนะนำ “พันธบัตรออมพลัส” มีหลายคนถามว่า

“ผมลงทุนหุ้นอยู่แล้ว จะซื้อพันธบัตรไปทำไม”

คำถามนี้น่าสนใจ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักมองว่า หุ้นเอาไว้สร้างผลตอบแทน ส่วนพันธบัตรเอาไว้สำหรับคนรับความเสี่ยงไม่ได้

แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนสถาบัน กองทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนระดับโลก แทบไม่มีใครถือหุ้น 100% ตลอดเวลา พวกเขาจะมี Bond เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเสมอ เพราะไม่ได้มองว่า Bond เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ต

ตลอดกว่า 30 ปีในตลาดทุน ผมพบว่า ผลตอบแทนระยะยาวของนักลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) มากกว่า

ไม่มีสินทรัพย์ใดดีที่สุดในทุกช่วงเวลา
สินทรัพย์แต่ละประเภทมีผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างกัน

  • เงินฝาก ปลอดภัย แต่ผลตอบแทนต่ำ
  • Money Market Fund สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ
  • พันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากในหลายช่วงเวลา
  • หุ้น มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ราคาผันผวนมากกว่า
  • สินทรัพย์ทางเลือก เช่น REITs หรือ Private Assets ช่วยเพิ่มการกระจายความเสี่ยง

ดังนั้น การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ที่ “ดีที่สุด” แต่เป็นการนำสินทรัพย์หลายประเภทมาทำงานร่วมกัน

นักลงทุนมืออาชีพจึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า “จะซื้อหุ้นตัวไหนดี” แต่เริ่มจากคำถามว่า “ควรแบ่งเงินลงทุนในหุ้น พันธบัตร และเงินสด อย่างละเท่าไร”

ตัวอย่างเช่น

  • นักลงทุนเชิงรุก หุ้น 80% Bond 20%
  • นักลงทุนสมดุล หุ้น 60% Bond 40%
  • นักลงทุนใกล้เกษียณ หุ้น 40% Bond 60%

เหตุผลไม่ใช่เพราะ Bond ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น แต่เพราะการผสมสินทรัพย์หลายประเภท ช่วยให้พอร์ตเติบโตได้อย่างมั่นคงและรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าในระยะยาว

Bond ไม่ได้มีไว้แค่รับดอกเบี้ย แต่ช่วยให้พอร์ตแข็งแรงขึ้น
หลายคนคิดว่า หากหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า ก็ควรลงทุนหุ้นทั้งหมด
แต่ในความเป็นจริง หุ้นและพันธบัตรมักไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อเศรษฐกิจดี นักลงทุนมักกล้าลงทุนในหุ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ขณะที่ความต้องการถือพันธบัตรลดลง

ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจชะลอหรือเกิดความกังวล นักลงทุนมักย้ายเงินจากหุ้นมาพักในพันธบัตร ทำให้ราคาพันธบัตรมักปรับตัวดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ผันผวนน้อยกว่าหุ้น

พูดง่าย ๆ คือ หุ้นและ Bond มักเดินคนละจังหวะ แม้จะไม่ใช่ทุกวัน แต่ในหลายช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผันผวน Bond จะช่วยพยุงมูลค่าพอร์ตโดยรวม ทำให้ความผันผวนลดลง

เปรียบเหมือนการขับรถ
หุ้นคือคันเร่ง ที่ช่วยให้พอร์ตเติบโต
ส่วน Bond คือช่วงล่างและระบบเบรก ที่ช่วยให้การเดินทางมั่นคง แม้ต้องผ่านถนนที่ขรุขระ

Rebalancing เปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาส
นี่คือเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกถือ Bond ไว้ในพอร์ต
สมมติว่าคุณวางแผนลงทุน

  • หุ้น 60%
  • Bond 40%

หากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแรง สัดส่วนหุ้นอาจเพิ่มเป็น 70% ขณะที่ Bond เหลือ 30%
การ Rebalancing คือการขายหุ้นบางส่วน แล้วนำเงินกลับมาลงทุนใน Bond เพื่อให้พอร์ตกลับมาอยู่ในสัดส่วนเดิม

ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง เช่น 20-30% ราคาของ Bond มักผันผวนน้อยกว่า ทำให้สัดส่วน Bond ในพอร์ตเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

นักลงทุนจึงสามารถขาย Bond บางส่วน เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวลง โดยไม่ต้องเติมเงินใหม่เข้าพอร์ต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Rebalancing ช่วยให้เราทำสิ่งที่หลายคนทำได้ยาก นั่นคือ “ขายเมื่อราคาสูง และซื้อเมื่อราคาลดลง” อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องใช้อารมณ์ตัดสินใจ

อีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนมองข้าม คือ Bond ยังสามารถทำหน้าที่เป็น ที่พักเงิน ระหว่างรอโอกาสลงทุนได้ดีกว่าการถือเงินสด เพราะระหว่างที่รอ เงินยังสร้างผลตอบแทนจากดอกเบี้ย และหากเป็นพันธบัตรที่ซื้อขายในตลาดรองหรือใช้เป็นหลักประกันได้ ก็ยังมีสภาพคล่องและความยืดหยุ่นสูง

ดอกเบี้ยกับราคาพันธบัตร
ราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย
เมื่อดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาพันธบัตรเดิมที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าจะปรับตัวขึ้น
แต่หากดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น ราคาพันธบัตรเดิมอาจลดลงบ้าง
หลายคนจึงกังวลว่า หากซื้อพันธบัตรวันนี้ แล้วในอนาคตดอกเบี้ยปรับขึ้น จะขาดทุนหรือไม่

สำหรับ “พันธบัตรออมพลัส” จุดเด่นคือรัฐบาลกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุเดียวกันที่ซื้อขายอยู่ในตลาดปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น

  • อายุ 3 ปี ออมพลัสให้ดอกเบี้ย 1.80% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลในตลาดอยู่ราว 1.25%
  • อายุ 10 ปี ออมพลัสให้ดอกเบี้ย 2.80% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลในตลาดอยู่ราว 2.03%

นั่นหมายความว่า ผู้ลงทุนเริ่มต้นด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดตั้งแต่วันแรก

เปรียบเหมือนการซื้อบ้านหรือซื้อหุ้นในราคาที่มีส่วนลด หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ราคาพันธบัตรอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่การที่เราได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดตั้งแต่ต้น ก็เปรียบเสมือนมี “เบาะรองรับ” (Margin of Safety) ที่ช่วยลดผลกระทบได้ระดับหนึ่ง
และหากถือจนครบกำหนดไถ่ถอน ก็ยังได้รับดอกเบี้ยครบตามเงื่อนไข พร้อมรับเงินต้นคืนเต็มจำนวน

เมื่อทุกสินทรัพย์อยู่ในแอปเดียว การบริหารพอร์ตจะง่ายขึ้น
ที่ผ่านมา นักลงทุนมักต้องซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ ซื้อกองทุนผ่านอีกแอป และซื้อพันธบัตรผ่านธนาคาร ทำให้ติดตามภาพรวมของพอร์ตได้ยาก

การที่พันธบัตรสามารถแสดงอยู่ในพอร์ตหุ้นผ่าน Streaming จึงถือเป็นก้าวสำคัญของตลาดทุนไทย
นักลงทุนสามารถเห็นหุ้น เงินสด และพันธบัตรอยู่ในหน้าจอเดียว รู้สัดส่วนการลงทุนที่แท้จริง ปรับพอร์ตหรือทำ Rebalancing ได้สะดวก และไม่ต้องย้ายเงินไปมาระหว่างหลายระบบ

บทสรุป
Bond ไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับคนที่ไม่กล้าเสี่ยง แต่เป็นเครื่องมือบริหารพอร์ตที่นักลงทุนมืออาชีพใช้กันมานาน
นอกจากช่วยสร้างรายได้จากดอกเบี้ยแล้ว Bond ยังช่วยกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวน เป็นที่พักเงินระหว่างรอโอกาสลงทุน และช่วยให้การทำ Rebalancing เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อผสานกับ Bond Connect Platform ที่ทำให้ซื้อขายและติดตามได้ผ่าน Streaming นักลงทุนไทยจึงสามารถบริหารพอร์ตได้ง่ายขึ้น ครบวงจรในแอปเดียว
ท้ายที่สุด การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเพียงตัวเดียว แต่คือการสร้างพอร์ตที่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในทุกสภาวะตลาด

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP® 
CCO, InnovestX
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน