ผู้ลงทุนไทยในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด อย่างแนวทางการเลือกสินทรัพย์ของผู้ลงทุนในอดีตที่เน้นการถามรายตัว เช่น หุ้นตัวไหนดี เปลี่ยนมาเป็นการมุ่งเน้นการจัดพอร์ตและกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่กระดานซื้อขายหุ้น แต่ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้เป้าหมายการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ซึ่งนำพาทุกคนไปสู่โอกาสการลงทุนที่ครอบคลุม เท่าเทียม และ
ตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตของผู้ลงทุนไทย ดังนี้
🔹1. สร้าง Ecosystem เพื่อการลงทุนที่หลากหลาย : ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาสู่ตลาดการลงทุนแบบครบวงจร โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกมากมายเพื่อให้เข้าถึงโอกาสการลงทุนระดับโลก เช่น หุ้นต่างประเทศผ่าน DR (Depositary Receipt), กองทุน ETF, กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs), และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงใน TFEX เช่น Mini Gold Online Futures เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถจัดพอร์ตและกระจายความเสี่ยงได้ตามช่วงวัยและความต้องการ
🔹2. พัฒนาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเพื่อผู้ลงทุนทุกกลุ่ม : จากเป้าหมายที่ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ "ง่ายขึ้น ดีขึ้น และเชื่อมต่อกันมากขึ้น" ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์การลงทุน ได้แก่
- Streaming เวอร์ชันใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการเทรดและมีฟังก์ชันครบถ้วน
- AomWise แอปพลิเคชันการลงทุนสำหรับมือใหม่และมนุษย์เงินเดือน ใช้งานง่าย ฟังก์ชันครบ ทั้งยังมี DCA ตัวช่วยในการลงทุน
- Wiset (วิเศษ) : แอปพลิเคชันใหม่ล่าสุดที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างฟังก์ชัน My Wealth ที่รวบรวมสินทรัพย์จากหลายบัญชีและหลายโบรกเกอร์มารวมไว้ในที่เดียว ทั้งหุ้น กองทุนรวมลดหย่อนภาษี และพันธบัตร ฟังก์ชัน TSD e-Service ลดการใช้กระดาษและอำนวยความสะดวกในการยื่นภาษี โดยนักลงทุนสามารถขอรับรองเอกสารปันผลผ่านระบบอีเมลได้ทันที ทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์ที่รวบรวมหลักสูตร e-Learning และข้อมูลวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้าง Financial Literacy อย่างครบวงจร
🔹3. การปกป้องและสร้างความเชื่อมั่น (Trust) : ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการลงทุนมหาศาลในระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าทุกการซื้อขายจะได้รับเงินและหุ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการนำ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติหรือการปั่นหุ้นอย่างใกล้ชิด รวมถึงการออกไปทำงานร่วมกับบริษัทจดทะเบียนและให้ความรู้แก่กรรมการอิสระ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและป้องกันการทุจริต
🔹4. ดึงดูดธุรกิจยุคใหม่ (New Economy) : ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับทราบถึงข้อจำกัดที่ตลาดหุ้นไทยยังมีกลุ่มนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีน้อย จึงได้มีความพยายามร่วมมือกับภาครัฐผ่านโครงการ “BOI to IPO” เพื่อชักชวนบริษัทต่างชาติในกลุ่ม Data Center หรือ Semiconductor ที่เข้ามาลงทุนในไทย ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนเข้าถึงธุรกิจแห่งอนาคต
🔹5. ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน : โครงการ JUMP+ ผลักดันบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai สร้างการเติบโตในระยะ 3 ปี โดยต้องอัปเดตความคืบหน้าทุก ๆ 6 เดือนผ่าน Opportunity Day หรือ Earning Call เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นไปตามแผนที่ประกาศไว้หรือไม่
ทั้งนี้คุณอัสสเดชเน้นย้ำว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสในการลงทุนและมีธีมที่น่าสนใจภายใต้ปัจจัยบวกที่ประจวบเหมาะกัน คือ
- กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Inflow) เริ่มไหลกลับเข้ามาในอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center Semiconductor Healthcare และ EV ผ่านนโยบายส่งเสริมของ BOI
- อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) หุ้นไทยในกลุ่ม SETHD (High Dividend) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 6.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- ความเป็นผู้นำด้าน ESG บริษัทจดทะเบียนไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยอยู่อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับของ S&P Global Yearbook
- ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติต่อนโยบายรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนที่ชัดเจนขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังขับเคลื่อนระบบนิเวศการลงทุนไทยไปอีกขั้น เพื่อมอบ “โอกาสที่มากขึ้น เครื่องมือที่ดีขึ้น และความมั่นใจที่มากขึ้น” เพื่อปลดล็อกศักยภาพให้ผู้ลงทุนไทยสามารถออกแบบและสร้างอนาคตทางการเงินในแบบที่ต้องการได้อย่างแท้จริง
📌 รับชมคลิปย้อนหลังเต็มได้ที่ YouTube: SET Thailand คลิกเลย https://s.setth.org/epo
