ฝ่าวิกฤตน้ำมันเดือด! ส่องทิศทางการลงทุนปี 2026 “โอกาสทอง” ของตลาดหุ้นไทย

โดย SET
5 Min Read
28 เมษายน 2569
766 views
IAA_ฝ่าวิกฤติน้ำมันเดือด-02
In Focus
  • น้ำมันพุ่งแค่ระยะสั้น Fundamental โลกยังเป็น Oversupply เพราะ EV และ Shale Oil กดดัน Demand-Supply ระยะยาว

  • ตลาดหุ้นไทย มีสถิติฟื้นตัว 8 จาก 8 ครั้ง หลังน้ำมันวิกฤต Dividend Yield ติด Top 5 โลก ดึงดูด Fund Flow ที่หันจาก Tech มาหา Value Play

  • รัฐบาลเต็มเทอม FDI ปลดล็อก และดอกเบี้ยขาลงในครึ่งหลังปี 2026 คือแรงหนุนสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาสดใสในปีนี้

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น นำมาสู่ความกังวลครั้งใหญ่ในตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คำถามสำคัญที่นักลงทุนต่างตามหาคำตอบคือ ทิศทางการลงทุนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?

ในเวทีเสวนามหกรรมวิเคราะห์การลงทุนปี 2026 ได้รับเกียรติจาก 3 กูรูชั้นนำของวงการตลาดทุนไทย ได้แก่ คุณพิมพ์ผกา นิจการุณ, CFA กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน), คุณภาดล วรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)มาร่วมฉายภาพอนาคต และมองหา “โอกาสทอง” จากวิกฤตครั้งนี้ ที่ซ่อนอยู่สำหรับตลาดหุ้นไทย

ราคาน้ำมันพุ่ง แต่ Fundamental ยังเป็น Oversupply

คุณพิมพ์ผกา นิจการุณ, CFA กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน)  
ให้ความเห็นว่า แม้ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นมาอยู่ในโซน 90 เหรียญต่อบาร์เรลในช่วงนี้ แต่ไม่ใช่ความกังวลหลักในระยะยาว เพราะพื้นฐานของตลาดน้ำมันโลกยังคงเป็นภาวะ Oversupply ทั้งจากฝั่ง Supply ที่สหรัฐฯ มี Shale oil และ Shale gas สำรองอยู่มาก และจากฝั่ง Demand ที่โลกหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เปลี่ยนผ่านสู่ EV อย่างรวดเร็ว คาดว่าราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับลงมาอยู่ระดับ 75–80 เหรียญ

"ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น แต่ Fundamental ที่แท้จริงของโลกคือ Oversupply... ตลาดหุ้นไทยผ่านจุดที่แย่ที่สุดมาแล้ว หากภาครัฐรักษาวินัยการคลังได้ดี Fund Flow จะกลับมาแน่นอน"

คุณพิมพ์ผกา นิจการุณ, CFA กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน)


ในมุมของผลกระทบต่อภาครัฐ คุณพิมพ์ผกา ttb wealth ชี้ว่าภาระจะหนักขึ้น เพราะหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% รัฐบาลจึงต้องกระจายภาระระหว่างการอุดหนุน ประชาชน และภาคธุรกิจอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ถูกปรับลด Credit Rating ของประเทศ อย่างไรก็ดี คุณพิมพ์ผกามองว่านี่เป็นปัญหาเฉพาะในปีนี้เท่านั้น ไม่ใช่ความเสี่ยงระยะยาว

image001

ตลาดผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้ว

คุณภาดล วรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ชี้ว่าแม้ข่าวสถานการณ์จะดูรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดการเงินโลกได้รับรู้ข่าวร้ายไปแล้ว สะท้อนจาก VIX Index และ Dollar Index ที่กลับมาอยู่ระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสงคราม และราคาน้ำมันเองก็ไม่ได้ทำ High ใหม่อีกต่อไป บ่งชี้ว่า Smart Money มองข้ามสถานการณ์นี้ไปแล้วในระดับหนึ่ง

"ปีนี้คือ ‘ปีของการเอาคืน’ ของตลาดหุ้นไทย หมดยุคไล่ล่าหุ้น Tech ที่กำลังห้ำหั่นกันเอง ถึงเวลาของหุ้น Value Play ที่มี Dividend Yield สูงติดท็อปของโลก"

คุณภาดล วรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด


อีกทั้งยังมีสถิติที่น่าสนใจมาสนับสนุนมุมมองนี้ โดยย้อนดูเหตุการณ์ที่น้ำมันปรับขึ้นเกิน 20% ใน 2 วันในอดีต 8 ครั้ง พบว่า S&P 500 ในระยะ 12 เดือนหลังจากนั้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 7 ใน 8 ครั้ง และที่น่าสนใจกว่าคือตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ครบทุกครั้ง หรือ Win rate 8 ใน 8 ครั้ง เลยทีเดียว โดยอยากให้นักลงทุนเบาใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยลบเพียงระยะสั้น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็กลับมาได้ทุกครั้ง คุณภาดล Yuanta กล่าว

 

ทรัมป์ไม่อาจทำศึกสองด้านได้นาน

คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องคลี่คลายภายในไม่เกินหนึ่งเดือน เหตุผลสำคัญ คือปี 2026 เป็นปีเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดย Primary Vote เริ่มแล้วในเดือนเมษายน และ Swing State จะตามมาในเดือนพฤษภาคม ทำให้ทรัมป์ไม่อาจปล่อยให้ความขัดแย้งภายนอกฉุดคะแนนเสียงภายในได้ ประกอบกับทรัมป์เป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญตลาดทุนและรู้ดีว่าโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างลึกซึ้ง

"ภาวะ Goldilocks ของตลาดหุ้นไทย คือราคาน้ำมันในกรอบ 75-90 เหรียญ ซึ่งเป็นจุดสมดุลที่ช่วยหนุนกำไรตลาด โดยไม่กดดันต้นทุนภาคธุรกิจอื่นๆ จนพังทลาย"

คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)


นอกจากนี้ คุณกรภัทร KSS ยังชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันในระดับ 75–95 เหรียญต่อบาร์เรล คือ “Goldilocks Zone” ของตลาดหุ้นไทย เพราะในระดับนี้กลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมีจะมีกำไรปรับขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นๆ ยังไม่ถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานมากเกินไป ตรงกันข้ามกับปี 2022 ที่น้ำมัน average สูงถึง 96 เหรียญตลอดปี ส่งผลให้กำไรตลาดโดยรวมถูกปรับลงในที่สุด

image002

ปี 2026 คือ ปีทองของตลาดหุ้นไทย

ทั้งสามท่านต่างมองตรงกันว่าตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกสะสมที่พร้อมจะเปิดรับในปีนี้ หลังจากเป็นตลาดที่ Underperform ที่สุดในโลกติดต่อกันสามปี

คุณพิมพ์ผกา ttb wealth ชี้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถูกมาก หากตัดผลกระทบจากหุ้น Delta ออกไป Forward PE จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 14 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ก่อนช่วงที่ Delta จะถูก Re-rate มูลค่า) ที่เคยซื้อขายกันในระดับ 18–19 เท่าอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เริ่มมี Fund Flow จากต่างชาติไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน และคาดว่าจะกลับมาต่อเนื่องหลังจากนี้ โดยเฉพาะหากรัฐบาลที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งสามารถดำเนินนโยบายการคลังได้ตามกรอบ Medium-Term Fiscal Framework ที่วางไว้ โดยตลาดโลกตอนนี้ไม่มีอะไรที่ถูกให้ลงทุนอีกแล้ว แต่ไทยเรายังไม่แพง เงินจากที่แพงจะหนีมาที่ถูกกว่า คุณพิมพ์ผกากล่าวทิ้งท้าย

image003

คุณภาดล Yuanta มองว่ากระแส Fund Flow โลกในปีนี้เปลี่ยนทิศจากการไล่ล่า Growth และ Tech มาสู่ Value Play เพราะในยุคที่ AI Disrupt กันเองภายในวงการ Tech นักลงทุนสถาบันเริ่มหันมามองหาธุรกิจที่จับต้องได้และให้ Dividend Yield สูง ซึ่งตรงกับจุดแข็งของตลาดหุ้นไทยพอดี โดย Dividend Yield ของไทยติดอันดับ Top 3–5 ของโลก และหุ้นกลุ่มธนาคารไทยให้ Dividend Yield เฉลี่ยถึง 7–8% ซึ่งขณะนี้สูงกว่าแบงก์สิงคโปร์อย่าง DBS และ UOB ที่ตลาดเพิ่ง Re-rate ขึ้นไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีจุดแข็งในกลุ่มสื่อสารที่ประหยัดต้นทุนค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และกลุ่มปิโตรเคมีที่กำลังพ้นจาก Down Cycle เพราะโรงงานในตะวันออกกลางที่โดนโจมตีต้องใช้เวลา 2–3 ปีกว่าจะกลับมาผลิตได้เต็มที่ ทำให้ภาวะ Oversupply เริ่มเข้าสู่สมดุลมากขึ้น

image004

นอกจากนี้ คุณภาดล Yuanta ยังมองเห็นโอกาสอีกชั้นจากเงิน Wealth ที่อยู่ในตะวันออกกลาง เมื่อสงครามสงบก็จะต้องการ Reallocate ใหม่ และไทยมีจุดเด่นทั้งเรื่องท่องเที่ยวและความเป็น Kitchen of the World ที่สิงคโปร์หรือฮ่องกงไม่มี

ขณะที่ คุณกรภัทร KSS เสริมภาพของ Earning Upside โดยชี้ว่ากลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมีซึ่งเป็น Sector ที่ Contribute กำไรหลักให้กับตลาด กำลังถูกปรับประมาณการขึ้น ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนระยะกลางถึงยาวก็เริ่มชัดเจน ทั้งจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ, เทรนด์ FDI ที่น่าจะ Unlock ผ่าน BOI, และ ROE ของตลาดหุ้นไทยที่มีโอกาสขยับขึ้นเป็นขาขึ้นเสียที นอกจากนี้หากเฟดภายใต้การนำของ Kevin Walsh มองเงินเฟ้อจากพลังงานและ Tariff เป็นปัจจัยชั่วคราว ก็มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะลงในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ EM Asia รวมถึงไทยได้รับเม็ดเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้น

image005

สัญญาณรายย่อยกลับมา

สัญญาณเชิงบวกจากนักลงทุนรายย่อยก็ปรากฏชัดเจนเช่นกัน คุณภาดล Yuanta รายงานว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในปีนี้ขยับขึ้นมาใกล้ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งสูงสุดในรอบสามปี จากปีที่แล้วที่เฉลี่ยเพียง 4 หมื่นต้นๆ ล้านบาท และยอด Block Trade ยังอยู่ในระดับ 2 หมื่นล้านบาท เทียบกับจุดสูงสุดช่วงโควิดที่ 6 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่ายังมี Room สำหรับ Leverage ที่จะขยายตัวได้อีกมาก และหาก Volume กลับขึ้นมาสู่ระดับ 6–7 หมื่นล้านบาทต่อวัน ก็อาจเปลี่ยน Liquidity Risk ให้กลายเป็น Liquidity Premium ที่ช่วยดัน PE ของตลาดขึ้นได้ด้วย

บทสรุป

ทั้งสามท่านสรุปตรงกันว่าปี 2026 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเปล่งประกายได้อย่างแท้จริง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญสองข้อ คือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางต้องคลี่คลายโดยเร็ว และรัฐบาลที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเต็มเทอมต้องพิสูจน์ฝีมือด้วยนโยบายการคลังที่มีวินัยและกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง หลังจากสามปีที่ผ่านมาที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบสะสม ถึงเวลาแล้วที่ตลาดหุ้นไทยจะ Unlock ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง และนี่อาจจะเป็นโอกาสทองของตลาดหุ้นไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน