ทำให้ตลาดเริ่มกลับมามองว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดประเมินศักยภาพของเศรษฐกิจไทยต่ำเกินไปหรือไม่ ผสานกับเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กลับมามีความแข็งแกร่งสูงสุดในรอบหลายปีหลังการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยตลอดทั้งปี 2026 จะเป็น "ปีแห่งการเลือกทิศทาง (Divergence)" และเป็นจังหวะของตลาดที่เอื้อต่อการเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Play / Stock Picker’s Market) คาดดัชนีจะถูกขับเคลื่อนด้วยสองขั้วที่สวนทางกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ตลาดจะถูกพยุงไว้ด้วย "แรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)" แต่ในขณะเดียวกันก็จะถูกถ่วงน้ำหนักด้วย "ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการตึงตัวของสินเชื่อ (Credit Crunch) ภายในประเทศ"
เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานสวนทาง (K-Shaped Recovery)
แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 จะออกมาดีและมีการปรับเป้าหมาย GDP ไทยปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 1.5 - 2.5% แต่เรามองว่าการเติบโตดังกล่าวยังพึ่งพาปัจจัยชั่วคราว (One-off factors) เช่น การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณช่วงปลายปี และการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยเงื่อนไขภาครัฐ การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากจุดต่ำสุดอย่างยั่งยืนยังคงมีความท้าทาย
อย่างไรก็ดี "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะมาเป็นตัวแบกรับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยคือ เม็ดเงิน FDI สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.3 ล้านล้านบาท โดยเม็ดเงินมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เช่น Data Center, แผงวงจรพิมพ์ (PCB), เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรม EV เราจึงคาดว่าบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน Supply Chain ของกลุ่มนี้จะเติบโตอย่างโดดเด่น สวนทางกับเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ
ความเปราะบางในประเทศ และ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาวะ “Credit Crunch” หนี้ครัวเรือนที่ทะยานแตะระดับ 87.8% ต่อ GDP ทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างหนัก (NPLs เสี่ยงพุ่ง สินเชื่อรายย่อยและ SMEs หดตัว) ปัจจัยนี้จะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หุ้นกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง (Domestic Play) มีกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดมาก
นอกจากนี้ เราคาดว่าตลาดยังคงต้องเผชิญกับ สงครามการค้า 2.0 (US Tariffs) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนดาบสองคม ภาคส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิมของไทยอาจได้รับผลกระทบทางลบ แต่ในทางกลับกัน ไทยจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) และการย้ายฐานการผลิต (China+1) โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษี (Exemption)
สัญญาณเตือนจากนโยบายการเงิน (Monetary Policy Alert)
ความขัดแย้งของเครื่องยนต์เศรษฐกิจสะท้อนออกมาชัดเจนผ่านการตัดสินใจของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แม้ภาพรวม GDP จะดูดีขึ้น แต่ กนง. กลับตัดสินใจทำเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ท่าทีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธปท. มีความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก การที่ดอกเบี้ยลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก ย่อมกระตุ้นพฤติกรรม "Search for Yield" ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นปันผลสูง, กลุ่มไฟแนนซ์ และกองทุน REITs/IFF แต่ในอีกนัยหนึ่ง มันหมายถึง "ขีดจำกัดของนโยบายการเงิน (Limited Policy Space)" ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากเศรษฐกิจไทยเผชิญช็อคระลอกใหม่ เครื่องมือทางการเงินที่มีให้ใช้จะเหลืออยู่อย่างจำกัดมาก ทิศทางตลาดหุ้นไทยแม้จะดูดีกว่า 1-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นการยืนอยู่บนฐานรากที่ยังมีความเปราะบางแฝงอยู่
Valuation ตึงตัว... ดัชนีต้องการแรงหนุนจาก EPS
ในมิติของการประเมินมูลค่า (Valuation) ดัชนี SET Index บริเวณ 1,500 จุด (+/-) ถือว่ามีความตึงตัวพอสมควร การเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ Trailing P/E ขยับขึ้นแตะ 18.1x (เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) และ Forward P/E อยู่ที่ 15.7x ซึ่งนับว่าแพงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคในขณะที่ GDP ของไทยขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค ทำให้เราคาดว่ายิ่งตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากเท่าไหร่ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยจะลดลงไปเท่านั้น
แม้การปรับตัวขึ้นของดัชนีในช่วงที่ผ่านมาจะสะท้อนความคาดหวังว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ที่อาจจะถูกปรับประมาณการขึ้น (Earnings Upgrades) ปัจจุบัน Bloomberg Consensus คาดการณ์ EPS ปี 2026 ของ SET Index ไว้บริเวณ 94.0 บาท/หุ้น+/- ดังนั้น หาก EPS ไม่สามารถเร่งตัวทะลุระดับ 97.0 - 100.0 บาท/หุ้น+/- ได้ เราคาดว่า Upside ของ SET Index จะเริ่มจำกัด และมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ช่วงของการพักฐานระยะสั้น (Short-term Consolidation) เพื่อลดความร้อนแรง
ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ทำให้เราแนะนำ “หลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมเก่าที่ถูก Disrupt และเข้าสะสมอุตสาหกรรมใหม่ที่ก้าวขึ้นไปกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก” โดยมี 4 ธีมหลัก ดังนี้:
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (Electronics & Tech Supply Chain) คาดจะได้รับอานิสงส์เต็มรูปแบบจากกระแส AI Boom, การขยายตัวของ Data Center และการย้ายฐานการผลิต (China+1) สะท้อนจากตัวเลขส่งออกกลุ่มนี้ของไทยที่เติบโตทะลุ 30%
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estates) จากยอดขายที่ดินและการขอตั้งโรงงานใหม่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รับเม็ดเงิน FDI มหาศาลจากนักลงทุน จีน ไต้หวัน และสหรัฐฯ ที่ต้องการหลบเลี่ยงกำแพงภาษีและแสวงหา Supply Chain ที่ปลอดภัย
กลุ่มพลังงานสะอาดและสาธารณูปโภค (Green Energy & Utilities) เราเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสอดรับอุตสาหกรรม Green Manufacturing โดยเฉพาะโรงงานใหม่และ Data Center ที่มีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม และต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA)
สุดท้ายนี้เราเชื่อว่าปี 2026 ไม่ใช่ปีที่นักลงทุนจะสามารถหลับตาซื้อหุ้นแบบเหมาเข่ง (Broad-based rally) ได้อีกต่อไป ท่ามกลางความตึงตัวของ Valuation และภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ความแตกต่างระหว่าง "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" ในตลาดหุ้นไทยจะชัดเจนกว่าทุกปีที่ผ่านมา
กุญแจสำคัญสู่ผลตอบแทนที่เป็นบวกในปีนี้ คือ การคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) การให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีโครงสร้างรายได้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ของโลก และการใช้จังหวะย่อตัวของตลาดเพื่อสะสมสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง
เรามองว่า ท่ามกลางลมต้านของเศรษฐกิจยุคเก่า ตลาดหุ้นไทยยังมี “เพชรเม็ดงาม” ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตซ่อนอยู่เสมอสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นโอกาส
ณรงค์เดช จันทรไพศาล
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)
