บทสรุปแนวโน้มการลงทุนตลาดหุ้นไทย

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด
5 Min Read
11 กุมภาพันธ์ 2569
41 views
BROKER VER1_A_ASL
In Focus

ASL Research ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2569 อยู่ที่ 1,432 จุด อิง EPS ที่ 95.5 บาท (+6.1%YoY) และ PE 15 เท่า (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลังระยะยาวที่ 19.3 เท่า – 1 SD)

202601-Investment-outlook-2026-970x250

โดยการได้ discount เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตน้อย โดยคาดการเติบโตของ GDP ปี 2026 เพียง 1.6-1.7% ต่ำกว่าระดับศักยภาพ (3%) จากปัจจัยภายในที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัจจัยภายนอกทั้งการขึ้นภาษีศุลกากร ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า เป็นต้น รวมถึงยังดูเป็น “ผู้ป่วย (Thailand, the sick man of Asia, ที่มา Financial Times)” ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่า Valuation จะน่าสนใจ แต่ไร้เสน่ห์ สะท้อนผ่านแรงขายสะสมของนักลงทุนต่างชาติย้อนหลัง 5 ปี เท่ากับ 2.48 แสนล้านบาท

ส่วน Movement ของตลาดในปีนี้ จะเป็นรูปแบบรอยยิ้ม นั่นคือ ช่วงต้นปีตลาดจะปรับตัวขึ้น ขานรับผลการเลือกตั้ง ก่อนที่จะย่อตัวลงในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ตามผลประกอบการที่ออกมา การประกาศจ่ายปันผล และรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ก่อนที่จะฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 – ต้นไตรมาส 4 ที่ผลประกอบการส่วนใหญ่จะฟื้นตัว หรืออยู่ในช่วง High season

อย่างไรก็ดี สำหรับปี 2569 จะเป็นปีที่ต่างออกไปหลังผลการเลือกตั้งออกมา ได้พรรคแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ชนะ และคาดหวังความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ จึงทำให้ตลาดหุ้นไทย พุ่งแรงราว 3.5% ในวันเดียว (9 ก.พ.) พร้อมวอลุ่มทะลุแสนล้านบาท สะท้อน Fund Flow ต่างชาติ ที่ไหลเข้ามาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่รีบาวด์ระยะสั้น โดยตั้งแต่ต้นปีต่างชาติซื้อสุทธิแล้วกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดยังอยู่ในภาวะ undervalue เมื่อเทียบกับพื้นฐาน (Forward PE ราว 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี, หุ้นจำนวนมาก P/BV < 1) ควบคู่กับสัญญาณ earnings cycle ฟื้นตัวเป็นวงกว้าง และธีม หุ้นคุณค่า–หุ้นปันผล ที่โดดเด่น (Dividend yield ตลาดราว 4% และเงินปันผลรวมทำสถิติสูงสุด) รวมถึงปัจจัยบวกด้านธรรมาภิบาลจากโครงการต่าง ๆ รวมถึงนโยบายกระตุ้นตลาดทุน เช่น TISA, Omnibus Law (กฎหมายฟื้นฟูตลาดทุน) และการปรับปรุงกฎเกณฑ์การ Short Selling เป็นต้น ทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดรอบนี้ อาจตีความได้ว่าเป็นการ re-rating ล่วงหน้า 6–12 เดือน และอาจยืนยันว่า sentiment ตลาดกำลังเปลี่ยนจากระวังความเสี่ยงสู่การมองหาโอกาส โดยแรงซื้อกระจายตัวในหุ้นแกนหลักหลายกลุ่ม สะท้อนการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุนมากกว่าการเก็งกำไรเฉพาะรายหลักทรัพย์

ในเชิงกลยุทธ์ เราคาดว่ากลุ่ม Domestic play จะกลับมา Outperform ตลาด ได้แก่ ค้าปลีก (CPALL CPAXT BJC CRC) อุปโภคบริโภค (OSP CBG ICHI) ธนาคาร (BBL SCB KBANK) การเงิน (MTC SAWAD TURBO TIDLOR) ก่อสร้าง (STECON CK PYLON) และนิคมฯ (AMATA WHA)

นอกจากนี้ หุ้นปันผลของไทยยังน่าสนใจ สูงราว 4% เมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาด เนื่องจากจะเป็นเป้าหมายต่อนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่บริหารกองทุนแบบ passive fund ประกอบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า Relative Strength (SETHD/SET) อยู่ในขาขึ้นและยืนเหนือค่าเฉลี่ยระยะกลาง สะท้อนภาพ SETHD กำลัง Outperform ตลาดเหมาะกับการเพิ่มน้ำหนักหุ้นปันผลในช่วง “เศรษฐกิจชะลอ / ดอกเบี้ยขาลง / ตลาดผันผวน” ซึ่งในตลาดหุ้นไทย SETHD มักมีน้ำหนักในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่ขานรับกับธีม Domestic-Global play เราชอบ KBANK SCB PTT ADVANC  

สำหรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นดังนี้

  • หุ้นไทย 15% เน้นกลุ่ม Domestic play และปันผลสูง
  • DR ต่างประเทศ 15% ที่ธุรกิจเติบโตตาม Global Mega trend
  • กองทุนรวมตราสารหนี้ไทย-ต่างประเทศ 20% เพื่อรองรับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
  • กองทุนหุ้นต่างประเทศ 25% โดยเน้นธีมผู้นำด้าน AI เป็นหลัก ส่วนกลุ่ม Index Fund เราชอบตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เวียดนามและอินเดีย
  • ทองคำ 15%
  • เงินสด 10%
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน