รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
ประกอบกับยังต้องติดตามการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี (8 ก.พ.69) โดยในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง มักจะมีเม็ดเงินสะพัดจากการหาเสียงและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่คึกคักขึ้นชั่วคราว ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. จะช่วยลดต้นทุนบริษัทจดทะเบียน และจูงใจให้เงินไหลออกจากเงินฝากมาสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าโดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 31.3 บาทต่อดอลลาร์ (จากช่วงเดือน พ.ย. ที่ 32.5 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ย Fed และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราคาดว่าดัชนียังคงแกว่งตัวลักษณะ Sideway ออกข้าง เพื่อรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยให้กรอบดัชนีปี 69 ที่ 1,200-1,400 จุด
กลยุทธ์การลงทุน :
แนวโน้มราคาทองคำปีม้า 2569
คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวน โดยยังคงมีแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน โดยในช่วงต้นปี 2569 ปธน.ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงจุดยืนว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ อีกทั้งมีคำสั่งให้ส่งกองเรือรบไปยังอิหร่าน โดยได้ขู่ให้อิหร่านยอมตกลงเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงจะเจอการโจมตีทางการทหารอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ ยังคงใช้มาตรการภาษีกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐ ในการเปิดทางเจรจาหลายๆ เรื่อง ทำให้นักลงทุนยังคงต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หลัง ปธน.ทรัมป์ ได้ประกาศว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ คือ “เควิน วอร์ช” ซึ่งมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบคุมเข้ม ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังไม่แน่นอน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% แม้ตัวเลขการจ้างงานจะซบเซา ทำให้นักลงทุนกังวลว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ นอกจากนี้ในช่วงต้นปีราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นแรงแตะระดับราคา All Time High ที่ 5,600 $/Oz ทำให้มีแรงขายทำกำไรลงมากถึง -21% ใน 3 วันทำการ สู่ระดับราคา 4,400 $/Oz และคาดว่าอาจมีแรงขายทำกำไรต่อเนื่องจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นตั้งแต่ปี 68 ราว 67% ซึ่งสูงกว่าสถิติการปรับตัวขึ้นย้อนหลัง 30 ปีที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 10%ต่อปี มองกรอบทองคำปีนี้ที่ 4,370 - 5,500 $/Oz
ปัจจัยบวก
+ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงของธนาคารกลางสหรัฐ: ปี 2569 คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ขณะที่ปี 2570 คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย โดยเฟดให้เหตุผลว่าปัจจุบันเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของ ปธน.ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อีกทั้งตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ที่จะมาแทน นาย เจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในเดือนพ.ค.69 โดยตอนนี้มี 2 คน ที่อยู่ในการพิจารณา คือ 1.นาย เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และ 2. นาย เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด โดยทั้ง 2 คน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่ "แฮสเซตต์" สนับสนุนให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกมากกว่า อีกทั้ง "แฮสเซตต์" มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ปธน.ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทำให้อาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด (ปธน.ทรัมป์ สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น ภายในปีหน้า)
+ ธนาคารกลางทั่วโลกทยอยซื้อทองคำเพิ่มขึ้น: โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าในเดือนต.ค.68 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำราว 49 ตันในเดือนต.ค. หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ 66 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่ 17 ตัน
ปัจจัยลบ
- ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย: หลัง ปธน.ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้พยายามเข้าเป็นตัวกลางในการเจรจาให้กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ความรุนแรงจากสงครามชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่จะเจรจาสันติภาพได้ในอนาคต ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- สงครามการค้าคลี่คลาย: หลัง ปธน.ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้เริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อทุกประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ ได้เปิดทางเพื่อให้เกิดการเจรจาภาษีกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกันในหลายประเด็น
อย่างไรก็ตามกลุ่มนำเข้า และรัฐต่างๆ ในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตาม IEEPA ในการเก็บภาษีนำเข้าแบบกว้างขวาง โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรอคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งผู้พิพากษาแสดงความสงสัยต่อการใช้อำนาจของทรัมป์โดยอ้าง IEEPA และตั้งคำถามเชิงหนักแน่นเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของ ปธน.ทรัมป์ อาจถูกระงับ หากศาลตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งนี้คาดการณ์ว่าศาลจะประกาศคำตัดสินในช่วงต้นปี - กลางปี 2569 นี้
ปัจจัยจับตา
1) สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน / การเจรจายุติสงครามในตะวันออกกลาง / ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น
2) การคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ที่จะเข้ามาแทนตำแหน่งของ นายเจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในช่วงเดือนพ.ค. 69
3) การตัดสินคดีมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐบาลหรือไม่
