Investment Outlook มุมมองและภาพรวมการลงทุน 2026 By Innovestx

โดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด
5 Min Read
16 มกราคม 2569
2.096k views
BROKER VER1_A-02_0
In Focus

INVX คงประมาณการเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าสภาพัฒน์ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวแรงในช่วง 4Q25–1Q26 จากการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกบริการที่ชะลอ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากการส่งออก ความผันผวนทางการเงิน การบริโภค–การลงทุนที่ซบเซา และการหดตัวของสินค้าคงคลัง

202601-Investment-outlook-2026-970x250

1. ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทย: เข้าสู่วัฏจักรขาลง

ปี 2026 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกและไทยเผชิญการทดสอบจุดต่ำสุด INVX คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวในครึ่งแรกของปี ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร ขณะที่ยุโรปคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยด้วยดอกเบี้ยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังคงต่ำตลอดทั้งปี ส่วนญี่ปุ่นน่าจะเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค สำหรับจีนตัวเลข GDP การค้าปลีกและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างยังคงรุนแรง

INVX คงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ต่ำกว่าการประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยไตรมาส 4Q25-1Q26 จะชะลอหนักสุดจากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกบริการที่ชะลอและความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสี่ประการหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การส่งออกที่จะชะลอลงต่อ ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ยังชะลอต่อเนื่อง และการหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

นโยบายการเงิน: ยุค Great Divergence

นโยบายการเงินโลกกำลังแยกทิศทางอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ "Hawkish Cut" ที่ชัดเจน ทำให้ INVX คาดการณ์การลดดอกเบี้ยเฟด 1 ครั้งใน มิ.ย. 2026 ในขณะเดียวกัน ECB คาดจะคงดอกเบี้ยที่ 2.00% ตลอดปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคาด ส่วน BOJ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ สำหรับ ธปท. เราคาดว่าน่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง

ความเสี่ยงการเมืองไทย

การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 จะกระทบเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถูกยกเลิก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอ รวมถึงงบประมาณปี 2027 อาจล่าช้า โดย INVX มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่นโยบายของพรรคใด แต่เป็นความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและผ่านงบประมาณปี 2027 หากรัฐบาลผ่านงบประมาณได้ทันใน 2Q26 เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า 3-6 เดือน จะส่งผลให้ GDP หดตัว 0.5-0.8% จากกรณีฐาน (ที่ 1.4%) ดังนั้น "ความเร็วสำคัญกว่าขนาด" การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วและเสถียรจึงมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจมากกว่าขนาดของแพ็กเกจนโยบาย

ค่าเงินบาท: แข็งก่อนแล้วอ่อนทีหลัง

INVX คาดค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงโดยคาดเงินบาทเฉลี่ยปี 2025-2026 ที่ 32.90 และ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ ในช่วง 1Q26 ค่าเงินบาทจะแข็งสูงสุดที่ 31.80 บาท (เฉลี่ย) ตามการลดดอกเบี้ยของเฟด แต่ 2H26 ค่าเงินบาทอาจอ่อนกลับมาที่ 32.40-32.70 บาท หากเฟดลดดอกเบี้ยช้ากว่า ธปท. การผันผวนของค่าเงินนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว



2.1 ภาพการลงทุนในตลาดต่างประเทศปี 2026: กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “Late‑cycle Goldilocks”

 

เศรษฐกิจโลกชะลอลงอย่างเป็นระบบ แต่ยังไม่ส่งสัญญาณถดถอยรุนแรง ภาพใหญ่ที่น่าจับตาคือการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบไม่พร้อมเพรียงกัน ซึ่งฝั่งเฟดและธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยบางส่วน ขณะที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ผลลัพธ์เชิงตลาดคือแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะไทยและเอเชียที่อ่อนไหวต่อทิศทางค่าเงินมากกว่า ตลอดจนคลายแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นจากส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงในภาพรวมของโลก

เอกลักษณ์ของปีนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจาก “AI Capex” ไปสู่ “AI Earnings”

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล กำลังถูกทดสอบด้วยคำถามเรื่องผลตอบแทนที่จับต้องได้ บริษัทที่สามารถทำให้ AI สร้างรายได้จริงในภาคธุรกิจนอกเทคโนโลยี—ตั้งแต่โรงงานอัตโนมัติ          โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการทางการเงินและสุขภาพ—จะได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ที่สะท้อนกำไร มากกว่าความตื่นเต้นด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน วัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวรอบใหม่ ทั้งฝั่งอุปกรณ์ผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่ได้รับอานิสงส์จากดีมานด์หน่วยความจำความเร็วสูงและตรรกะขั้นสูง และฝั่งหน่วยความจำทั่วไปที่ยังเผชิญอุปทานตึงตัว ราคาที่ปรับขึ้นต่อเนื่องกระตุ้นรอบการลงทุนและผลประกอบการของผู้เล่นหลักในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐอเมริกายังคงบทบาทแกนกลางของนวัตกรรม AI แต่โครงสร้างรายได้กำลังเคลื่อนจากการขายชิปและระบบ ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรและหุ่นยนต์อุตสาหกรรม แนวโน้ม “Agentic AI” และ “Physical AI” ทำให้แพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทั้งชิป เครือข่าย ระบบระบายความร้อน และซอฟต์แวร์จำลองโลก มีความได้เปรียบทางการแข่งขันชัดเจน นโยบายภาครัฐด้านกำกับดูแลและการผ่อนคลายกฎเกณฑ์อุตสาหกรรมการเงินมีส่วนช่วยเสริมสภาพแวดล้อมการทำดีลและซื้อกิจการให้คึกคัก แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอมและคดีความเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในโลก AI ที่ยังเดินหน้าอยู่             แต่ภาพรวมยังเอื้อต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการ ออโตเมชันและสุขภาพ ตลอดจนกลุ่มกลาโหมที่ได้แรงหนุนจากการเพิ่มงบประมาณและการยกระดับขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยสมัยใหม่ แม้ผู้ลงทุนต้องติดตามรายละเอียดเชิงนโยบายเกี่ยวกับเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนที่อาจกระทบเชิงกลยุทธ์ต่อบางบริษัทในช่วงสั้นก็ตาม

ยุโรปเปิดโอกาสเชิงมูลค่าในปีนี้จากระดับราคาหุ้นที่ยังไม่แพง

เทียบกับหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่การขยายงบกลาโหมภายในกลุ่ม EU และประเทศ NATO สร้างวัฏจักรการลงทุนด้านระบบรบภาคพื้น ระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ รวมถึงสมรรถนะ ISR ที่ยุโรปยังมีช่องว่างต้องเร่งปิด จุดแข็งของภูมิภาคคือบริษัทในอุตสาหกรรมธนาคาร การเงิน เทคโนโลยี และอากาศยาน/ป้องกันประเทศที่พร้อมรับดีมานด์ใหม่จากการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศสมาชิก โดยมีแรงกดดันบางส่วนจากค่าเงิน   ยูโรแข็งและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเกินดุลอุปทาน กระทบต่อกำไรบางอุตสาหกรรมเชิงวัฏจักร อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้น้ำหนักลงทุนแบบคัดสรร โซนยุโรปสามารถทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงและเสริมผลตอบแทนเชิงสมดุลในพอร์ตได้ดีในปี 2026

จีนกำลังก้าวสู่เฟส “หาเงินยากแต่ยั่งยืน”

ผลตอบแทนจะพึ่งพา “กำไร” มากกว่า “ขยายตัวของตัวคูณ” บริษัทที่รักษาวินัยฝั่งอุปทานและสามารถสร้างรายได้จากบริการผู้บริโภค—มากกว่าสินค้าคงทน—มีแนวโน้มเป็นผู้ชนะ ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับญี่ปุ่นเปิดมุมมองใหม่ต่อซัพพลายเชนทั้งฝั่งแร่หายากและสารเคมีขั้นสูง ซึ่งผลักดันให้บริษัทเกาหลีใต้บางแห่งกลายเป็นผู้ทดแทนในตลาดสำคัญ ส่วนบริษัทจีนขนาดใหญ่ยังเดินเกม “ไปทั่วโลก” ผ่านการซื้อแบรนด์หรือขยายสินค้าไปสู่ตลาดญี่ปุ่นและตะวันตก ความสมดุลระหว่างการนำเข้าชิปต่างประเทศรุ่นที่ไม่เสี่ยงต่อความมั่นคง กับการผลักดันความพึ่งพาตนเองด้านเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ จะยังเป็นแกนยุทธศาสตร์ของรัฐและภาคเอกชนในปีนี้ ส่งผลให้ธีมฮาร์ดแวร์‑อินเทอร์เน็ต‑เงินปันผลสูง ยังคงเหมาะสำหรับการถือครองเชิงโครงสร้างในพอร์ตจีน

ตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมยังคงมี “Growth Premium” ที่โดดเด่น

กำไรบริษัทยังเติบโตแซงหน้าตลาดพัฒนาแล้ว การจัดวางพอร์ตที่สมดุลระหว่างเทคโนโลยีเอเชียเหนือกับเรื่องเล่าการบริโภคภายในประเทศในอินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ช่วยลดความผันผวน และเพิ่มช่องทางรับผลตอบแทนจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและการฟื้นตัวของกำลังซื้อครัวเรือน ไฮไลต์ของ EM ปีนี้ยังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากนโยบายการเงินผ่อนคลายและการปรับตัวของสินเชื่อที่มีต้นทุนลดลง ตลอดจนค้าปลีกที่รอดพ้นสต็อกส่วนเกินจากช่วงโควิดและกลับสู่สมดุลการผลิต‑จำหน่ายที่เหมาะสมในหลายประเทศ


2.2 ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2026:

 

ดัชนี SET ปี 2026 มีกรอบเป้าหมายเชิงฐานที่ 1350–1400 จุด โดยมองจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจยังอยู่บริเวณต่ำกว่า 1200 จุดเมื่อเกิดแรงขายจากข่าวลบหรือดีเลย์นโยบายระยะสั้น ปัจจัยบวกชั้นต้นมาจากการผ่อนคลายสงครามการค้า การลดดอกเบี้ยนโยบาย การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน และสัญญาณบวกจากท่องเที่ยวที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยน ส่วนครึ่งปีหลังต้องติดตามความสามารถในการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะการติดขัดเชิงการเมือง (gridlock) จะสร้างแรงเหวี่ยงต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของเอกชน อย่างไรก็ดี หากภาพโลกยังรักษา “ชะลอแต่ไม่ถดถอย” และบาทแข็งต่อ ตลาดไทยยังมีช่องให้สร้างผลตอบแทนได้ โดยเฉพาะหุ้นที่มีอำนาจการตั้งราคาและพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก

กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเด่นได้แก่ กลุ่มมีการสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและเป็นกลุ่มเชิงรับ เช่น กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ด้าน Trend ที่น่าสนใจและโดดเด่นต่อเนื่องไปในปี 2026 ได้แก่ Data center จาก AI Supercycle ที่การลงทุนยังสูงต่อเนื่อง และเริ่มไหลมาสู่ภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มโรงไฟฟ้า และ กลุ่มสื่อสาร เป็นต้น ทั้งนี้ INVX เลือก 8 Top Picks 2026 โดยเชื่อว่าการกระจายพอร์ตลงทุนไปสู่ธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจะยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือ SET ได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะตลาดผันผวนหรือ Sideways โดยแนะนำ 4 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจซึ่งต่างมีจุดแข็งเฉพาะตัวและมีโอกาสโดดเด่นในปี 2026 ดังนี้ 1) Dividend Stock : AP, KTB 2) Growth Stock : MTC, TRUE 3) Turnaround Stock : CENTEL, TU และ 4) Undervalued Stock : CPALL, OR



3. การจัดสรรการลงทุนในปี 2026 : ยึดหลักกระจายภูมิภาค

เมื่อมองภาพรวมทั่วโลก การจัดพอร์ตปี 2026 จึงควรยึดหลักกระจายภูมิภาค โดยให้เอเชีย ex‑ญี่ปุ่นและ EM มีน้ำหนักมากขึ้น การผสานหุ้นเติบโตที่มีเส้นทางกำไรชัดกับหุ้นคุณภาพเชิงมูลค่า ช่วยให้รับมือกับความผันผวนจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น การล่าช้ามาตรการกระตุ้นในไตรมาสแรก ความเสี่ยงเศรษฐกิจลงแรงกว่าคาด หรือความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบโครงสร้างพื้นฐานปลายปี ทั้งหมดนี้ควรมี “แผนปรับการลงทุนตามเหตุการณ์” ที่ชัดเจน ตั้งแต่การเพิ่มหุ้นรับความเสี่ยงต่ำและสินทรัพย์ปลอดภัย ไปจนถึงการ hedge ด้วย  ตราสารอนุพันธ์หรือคู่สินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กลับกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพผลลัพธ์ในช่วงข่าวลบ โดยยังคงมีอัพไซด์จากธีมกำไร AI การยกระดับกลาโหมและวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังฟื้นตัวในระยะกลาง

สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ ทิศทางปีนี้ต่างกันอย่างชัดเจน ทองคำยังได้แรงหนุนจากการป้องกันความเสี่ยงของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ทองแดงยังได้รับปัจจัยบวกจากเมกะเทรนด์การใช้ไฟฟ้าและความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล AI ในระดับสูงและยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันยังเผชิญปัจจัยลบจากอุปทานล้นตลาด ทำให้ราคายังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ราคาอลูมิเนียมจะได้รับแรงกดดันจากการผลิตในจีนที่ยังสูง ดังนั้น การปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำและทองแดง ควบคู่กับการลดน้ำหนักในน้ำมันและอลูมิเนียมจะช่วยให้สนับสนุนผลตอบแทนการลงทุนในปี 2026 มากขึ้น และลดความเสี่ยงขาดทุนได้ในระดับหนึ่ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน