ด้านเศรษฐกิจโลกยังโตได้ใกล้เคียงปีก่อน แม้ไม่แรง แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเป็นบวก ช่วยพยุงตลาดหุ้น เงินเฟ้อหลายประเทศเริ่มคุมได้ดีขึ้น แต่สหรัฐยังอยู่เหนือเป้าหมาย ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนลง ทำให้มีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ยในปี 2026 ต้องติดตามทั้งท่าที Fed และความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า รวมถึงนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ หากลดภาษีได้จริงจะหนุนกำไรและการบริโภค
เชิงภูมิภาค สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังมีโอกาสจากดีมานด์ในประเทศ การลงทุน และภาคการผลิต ขณะที่จีนยัง Neutral ไทยยังเผชิญแรงกดดันภายใน พันธบัตรสหรัฐและทองคำยังเหมาะเป็นสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยง โดยบทสรุปคือพอร์ตปี 2026 ต้องยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยง และลงทุนอย่างมีวินัย โดยให้ทองคำมีบทบาทมากกว่าปกติในการบาลานซ์พอร์ต
ภาพรวมความเสี่ยง: ปี 2026 ยังเป็นปีที่นักลงทุนต้องอยู่กับ “ความไม่แน่นอน” ค่อนข้างมาก โดยความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน ยังคงเข้มข้นทั้งด้านการค้าและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กดดันห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเสี่ยง “คู่ใหม่” เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–เวเนซุเอลาในมิติพลังงาน สถานะของกรีนแลนด์ที่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ซึ่งหากยกระดับจะกระทบราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และกระแสเงินทุนโลกโดยตรง ภาพรวมจึงสะท้อนว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2026 กระจายตัวเป็นหลายแนวรบมากขึ้น และยังคงเป็นแหล่งความผันผวนของตลาดการเงินตลอดปี
เศรษฐกิจโลก 2026 ยังคงโตได้และอาจดีกว่าปีที่ผ่านมา
ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค การเติบโตของ GDP โลกในปี 2026 มีแนวโน้มอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ไม่ได้แย่ลง แต่ก็โตไม่แรง สิ่งที่ยังช่วยพยุงตลาดหุ้นได้คือกำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก (Global EPS) ที่ยังอยู่ในแดนบวก ทำให้บางประเทศยังมี Upside ให้เลือกลงทุนได้
เงินเฟ้อในหลายประเทศเริ่มคุมได้ดีขึ้น แต่สหรัฐฯ ยังเป็นข้อยกเว้น เพราะเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่เหนือเป้าหมายต่ออีกซักระยะ ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มอ่อนลงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2025 และมีแนวโน้มอ่อนต่อเนื่องในปี 2026 แม้จะมีแรงช่วยบางส่วนจากการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสนับสนุนการผลิตในประเทศและแนวคิดเชิงปกป้องทางการค้า จุดที่ต้องจับตาคือท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ ว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากแค่ไหน โดยมีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ยในปี 2026 อีกประเด็นที่ต้องตามคือเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย หากศาลฎีกายืนตามคำตัดสินศาลชั้นต้น อาจกระทบความเชื่อมั่นการลงทุนในสหรัฐฯ ได้พอสมควร
ด้านนโยบายสหรัฐฯ ในปี 2026 ตลาดคาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะแนวคิดการลดภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากสามารถเดินหน้าได้จริง จะเป็นแรงหนุนต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนและช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชนในสหรัฐฯ ในระยะถัดไป
มุมมองรายประเทศ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีมุมมองเชิงบวก มองว่าเศรษฐกิจยังเดินต่อได้ ไม่สะดุด ขณะที่ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ดี ความคาดหวังได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นพอสมควร ติดตามการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสอย่างใกล้ชิด เพราะ CAPEX ยังสูง แม้ดอกเบี้ยขาลงจะช่วยพยุง Valuation ได้บางส่วนก็ตาม กลยุทธ์ที่เหมาะคือเลือกลงทุนแบบ Selective มากขึ้น เช่น หุ้นปันผลสูง และหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ที่ Valuation ยังดูสมเหตุสมผลกว่า
ยุโรปโดดเด่นขึ้นจากการเปลี่ยนนโยบายการคลังของเยอรมนี ที่เตรียมใช้งบลงทุนขนาดใหญ่กว่า 500,000 ล้านยูโร เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และดิจิทัล ซึ่งช่วยสร้างจุดยึดนโยบายให้ยุโรปชัดขึ้นหลังเผชิญความไม่แน่นอนมานาน
ญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นมากกว่า 6.7% ของ GDP และเริ่มส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจจริง ทั้งฝั่งการผลิตและการบริโภค ทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวยังดูดี อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงหากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา
จีนยังอยู่ในโหมด Neutral เพราะแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังสูง รายได้จากการขายที่ดินและภาษีที่เกี่ยวข้องยังหดตัว แม้นโยบายการเงินจะผ่อนคลายต่อเนื่องและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ยังไม่เห็นแรงเร่งที่ชัด
เกาหลีใต้ดูน่าสนใจมากขึ้นจากการฟื้นของอุปสงค์ในประเทศ และการกลับมาของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ภาพการเติบโตชัด ทั้งการบริโภคในประเทศ การส่งออก และ เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
อินเดียแม้พื้นฐานเศรษฐกิจดี แต่ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ส่วนไทยยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การเติบโตของ GDP ที่ต่ำกว่าภูมิภาค และเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก แม้จะมีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ยจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตราสารหนี้ ทองคำ โดยพันธบัตรสหรัฐฯ ยังน่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่น ทั้งในแง่โอกาสทำ Capital gain และดอกเบี้ยรับ ทองคำยังคงมีบทบาทในพอร์ตจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เหมาะเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง
บทสรุปการลงทุนปี 2026
แกนหลักยังอยู่ที่ “ความยืดหยุ่นของพอร์ต” เพราะภาพโลกปีนี้ไม่นิ่งจริง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์มีโอกาสปะทุเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง สงครามตัวแทน หรือแรงกดดันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งพอรวมกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ก็ทำให้พอร์ตต้องพร้อมรับแรงกระแทกมากกว่าปกติ
ในฝั่งการเติบโตและโอกาส เรายังมองว่าการกระจายลงทุนไปยังภูมิภาคที่มีแรงขับจากเศรษฐกิจจริงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะช่วยพยุงพอร์ตได้ดี เพราะยังมีทั้งดีมานด์ภายในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และภาคการผลิตที่เดินหน้าอยู่ ขณะเดียวกันธีม AI ยังเป็นเมกะเทรนด์ที่ควรเกาะต่อ แต่ต้องทำอย่างมีวินัย เลือกจังหวะและเลือกห่วงโซ่ที่รายได้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ไม่ไล่ตามกระแสอย่างเดียว
ด้วยความเสี่ยงรอบด้านที่สูงขึ้น ทองคำจึงกลับมามีบทบาทชัดในปี 2026 ในฐานะสินทรัพย์กันความเสี่ยง ทั้งจาก geopolitics และความผันผวนของตลาดการเงิน เรามองว่าการวางน้ำหนักทองคำมากกว่าปกติช่วยบาลานซ์พอร์ตได้ดี ทำให้พอร์ตยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ แม้โลกจะยังแกว่งและไม่แน่นอนก็ตาม
