ปี 2026 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ทั้งทิศทางนโยบายการเงินที่เข้าสู่สมดุลใหม่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองสหรัฐฯ จากการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ดี ความผันผวนดังกล่าวยังเปิดโอกาสการลงทุน หากเลือกธีมและจังหวะได้เหมาะสม
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยรวม 0.75% ในปี 2025 สู่ระดับ 3.50–3.75% แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนลักษณะ “Hawkish Cut” ทำให้แรงหนุนต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มจำกัด นักลงทุนจึงหันมาเน้นการแสวงหาผลตอบแทนที่มั่นคงมากขึ้น เช่น หุ้นปันผล และตลาดที่ Valuation ยังไม่แพง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวนจากการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ในเชิงสถิติ ตลาดมักปรับตัวดีในช่วง 3–6 เดือนหลังเลือกตั้ง กลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังมีโอกาส Outperform อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความเสี่ยงจากนโยบายการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนด้านงบประมาณภาครัฐ
เศรษฐกิจจีนคาดเติบโตต่ำกว่า 5% จากแรงกดดันภาคอสังหาริมทรัพย์และการค้า แต่ยังเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มุ่งสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการบริโภคภายในประเทศ แม้ผลตอบแทนระยะสั้นอาจไม่โดดเด่น แต่จีนยังมีบทบาทต่อ Sentiment ตลาดเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยยังโดดเด่นด้วย Valuation ไม่แพง และ Dividend Yield สูง ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต แม้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอ แต่กำไร บจ. ยังเติบโต PhillipResearch ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2026 ที่ 1,440 จุด โดยเน้นการเลือกหุ้นรายตัว
ธีมลงทุนเด่น ได้แก่ หุ้นปันผลฐานะการเงินแข็งแกร่ง (PTT, SCCC, AP, TTW, KTB) กลุ่มท่องเที่ยวและบริโภคในประเทศ (CENTEL, BA, GFPT, CPALL) นิคมอุตสาหกรรมจากการย้ายฐานการผลิต (WHA, GULF) และกลุ่มที่ได้อานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง (MTC, SAWAD, SC, SPALI, TISCO) สรุปแล้ว ปี 2026 ไม่ใช่ปีของการไล่ราคา แต่เป็นปีของการจัดพอร์ตอย่างสมดุล มีวินัย และใช้ความผันผวนเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: https://shorturl.asia/RJ8Pf
