ปี 2026 กำลังจะมาถึง พร้อมกับความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ในโลกของการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณสามารถนำทางผ่านสภาพตลาดที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย, ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), หรือแนวโน้มด้านความยั่งยืน (ESG) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
การลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้อง แต่ยังรวมถึง การมีวินัย, การทำความเข้าใจเศรษฐกิจมหภาค, และการปรับกลยุทธ์ให้ยืดหยุ่น คำถามสำคัญคือ: พอร์ตการลงทุนของคุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ของตลาด?
เรามองว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการ…
- ลงทุนต่อไปอย่างมีวินัย
เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว ไม่มีภาพถดถอยชัดเจน การถือเงินสดล้วนเสี่ยงพลาดโอกาสลงทุน
- กระจายหุ้นให้กว้างกว่าหุ้นเทคขนาดใหญ่
ตลาดหุ้นที่น่าสนใจคือยุโรป อินเดีย US small cap และกลุ่มคุณภาพอย่าง Healthcare
- ใช้ตราสารหนี้เป็นกันชนของพอร์ต
พันธบัตรโลกอยู่ในระดับมูลค่าที่เหมาะสม (fair value) ขณะที่พันธบัตรไทยเริ่มน่าสะสม
- ทองคำในบทบาทกระจายความเสี่ยงพอร์ต
ทองคำได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง การเลือกตั้งสหรัฐฯ และการซื้อของธนาคารกลางกลุ่มประเทศ EM
- ดอลลาร์อ่อนค่าจำกัด บาทแข็งค่าเล็กน้อย
ต้นทุนเฮดจ์ USD→THB ยังสูงราว 2–3% ต่อปี แนะนำการลงทุนต่างประเทศแบบไม่เฮดจ์สอดคล้องกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่รับได้
สำหรับคำแนะนำเรื่องการลงทุนในปี 2026 เรามองว่า “วินัย” การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ และกลยุทธ์ในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เรามีคำแนะนำดังนี้
- หุ้นโลก
Overweight และขาขึ้นยังไปต่อ –ควรอยู่ในตลาดต่อ และกระจายมากขึ้น
- ปี 2026 ปัจจัยหนุนไม่ใช่แค่ AI แต่รวมถึง 4 P ซึ่งได้แก่ Policy, Profit, Positioning และ Purchasing Power ยังคงส่งสัญญาณบวก
- หุ้นโลกยังเป็นขาขึ้น แต่ควรกระจายทั้งภูมิภาค, หมวดอุตสาหกรรมและสไตล์
- Valuation สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่เริ่มตึงตัว ความเสี่ยงจากการ “กระจุกตัว” สูงขึ้น
- AI ยังเป็นเมกะเทรนด์สร้างมูลค่ามหาศาล แต่ไม่ใช่ทุกหุ้น AI จะชนะจึงควรกระจายลงทุนตลอดห่วงโซ่เทคฯ (ชิป ผู้ใช้งาน และผู้สนับสนุน AI)
Recommendation
- ใช้กองทุน/พอร์ตหุ้นโลกเป็น “Core” (การลงทุนหลัก)
- เสริมด้วยกองทุนธีม/ภูมิภาคด้านบนเป็น “Satellite” ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้
Satellite Ideas
ธีมการลงทุนแนะนำสำหรับเสริมพอร์ตหุ้นโลก
- US Small Cap
ได้อานิสงส์ดอกเบี้ยลงและการลงทุนภายในสหรัฐฯ ที่เร่งตัว
- Healthcare
เป็นกลุ่ม Quality ที่เชื่อว่าจะเห็นการ catch-up trade ที่ valuation อยู่ในระดับน่าสนใจหลังจากเริ่มเห็นความชัดเจนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าและราคายา
- Semiconductors & Tech
ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากเทรนด์ลงทุน AI แต่ควรกระจายทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ไม่กระจุกเฉพาะผู้นำรายเดียว
- ยุโรป
คาดการเติบโตของกำไรในปี 2026 จะแข็งแรง ด้วยแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบกลาโหม
- อินเดีย
กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตเร่งตัวขึ้นและ positioning ที่เบาบางของนักลงทุนต่างชาติจะหนุนผลตอบแทนดีกว่าหุ้นโลกใน 1-3 ปีข้างหน้า
Recommended Funds
- SCBRS2000(A)
- KKP GHC
- TUSHEALTH
- KKP SEMICON-H
- K-GTECH
- B-EUPASSVE
- ES-EG-A
- KKP INDIA-H
- TISCOIN
- หุ้นไทย
คัดเลือกเชิงคุณภาพ (Selective)
- เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ กดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม แต่ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มลดลงเหลือ 1% ภายในปี 2026 ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังต้องติดตาม แม้ระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากช่วงเลือกตั้งและมาตรการกระตุ้น
Recommendation
- หุ้นไทยเหมาะเป็นส่วนเสริม/ส่วนปันผลในพอร์ต มากกว่าจะเป็นตัวหลักในเชิง growth
- เน้นกองทุน/หุ้นที่โฟกัสกลุ่มคุณภาพ แทนการเก็งดัชนีระยะสั้นท่ามกลางความผันผวนการเมือง
กลุ่มหุ้นเด่น ที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวชัดเจน
- ธนาคารขนาดใหญ่
แม้ NIM มีแรงกดดันจากดอกเบี้ยลง แต่ให้ปันผลสูง 6–8% และมีโครงการซื้อหุ้นคืน
- โทรคมนาคม
รายได้และกำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
- ท่องเที่ยว
ได้อานิสงส์ในช่วงเทศกาลและการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน
- ค้าปลีกบางบริษัท
ที่ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นและการบริโภคในประเทศ
- โรงพยาบาล
ได้ประโยชน์ในระยะยาวจากการขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- ตราสารหนี้โลก
- ปีที่ผ่านมาได้ทั้งดอกเบี้ยและ capital gain จาก yield ลงแรง แต่ตอนนี้ yield ใกล้เป้า และตลาดสะท้อนดอกเบี้ยขาลงไปมากแล้ว
- โอกาสสร้างกำไรส่วนเพิ่มจากการที่ yield ลงอีกมีจำกัด ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนจาก AI และ OBBBA ทำให้ส่วนหนึ่งของตลาดเริ่มกังวลเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะ
Recommendation
- มีมุมมองที่เป็นกลางต่อการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐต่างประเทศ
- แนะนำถือพันธบัตร/กองทุนตราสารหนี้โลกในสัดส่วนที่เหมาะกับ Risk profile เพื่อบาลานซ์ความผันผวนจากหุ้น
- ตราสารหนี้ไทย
- ตลาดสะท้อนดอกเบี้ยนโยบายที่จะลงไปแถว 1% ไปแล้ว ทำให้ upside จากดอกเบี้ยลงเพิ่มเริ่มจำกัด
- แต่ yield พันธบัตรไทยระยะกลาง–ยาวปรับขึ้นแรงจากแรงขายกองทุนตราสารหนี้ ทำให้ระดับปัจจุบัน “น่าเข้าซื้อสะสม” โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่มองเรื่องลดหย่อนภาษีผ่าน ThaiESG bonds
Recommendation
- ถือ duration ใกล้ระดับกลาง (neutral) ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง
- ใช้โอกาส yield สูงกว่าปกติทยอยซื้อกองทุนตราสารหนี้ไทย/ThaiESG เพื่อประหยัดภาษีและเป็นส่วน “สร้างเสถียรภาพ” ของพอร์ต
- Private Market
เปิดโอกาสการลงทุนที่แตกต่าง และไม่สามารถหาได้จากตลาด Public Market
Recommendation
CIO มอง private equity, private credit และกอง hedge fund ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “alternative sleeve” ในพอร์ตนักลงทุนที่ยอมรับสภาพคล่องต่ำได้ ช่วยเพิ่มแหล่งผลตอบแทนและลดการพึ่งพาหุ้น–ตราสารหนี้เพียงสองชนิด
Private Equity
Valuation ปรับสมเหตุสมผลขึ้น กิจกรรม M&A / IPO เริ่มกลับมาและดีลกระจายไปธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคฯ (AI, cloud, datacenter) และพลังงานสะอาด มองเป็นแหล่ง “เติบโตระยะยาว” แต่ต้องเลือกกอง/ผู้จัดการที่คัดดีลคุณภาพ
Private Credit
ความต้องการสินเชื่อทางเลือกยังสูง อัตรา default และ non-accrual ยังอยู่ในระดับต่ำ CIO มองว่า private credit ยังให้ risk-adjusted return ดีกว่า public credit หากเลือกกองที่กระจายดีลและมีวินัยด้าน underwriting
Hedge Fund
โครงสร้างตลาดโลกตอนนี้เหมาะกับ hedge fund มากขึ้น เพราะ
- เศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ มีทิศทางและนโยบายระหว่างประเทศแตกต่างกัน เอื้อต่อกองทุนที่บริหารเชิงรุก
- ดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก → กลยุทธ์ arbitrage / carry ทำเงินได้โดยไม่ต้องใช้ leverage สูงเหมือนอดีต
- Correlation ระหว่างหุ้น–บอนด์ ไม่ได้เคลื่อนไหวสวนทางกันเหมือนเดิม → hedge fund ช่วยเป็น diversifier ที่สำคัญ
- ทองคำ
ใช้เป็นตัวกันความเสี่ยงในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย
ทองคำได้แรงหนุนจาก
- ภาวะดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลงต่อ
- ความไม่แน่นอนmid-term election สหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์
- การซื้อสะสมของธนาคารกลาง โดยเฉพาะในกลุ่ม EM
Recommendation
- แนะนำลงทุนในทองคำผ่าน Structured Note ประเภท Sharkfin
- ปกป้องเงินต้นส่วนใหญ่ (เช่น 95%)
- ถ้าทองไม่พุ่งแรงเกินระดับ knock-out สามารถได้ upside ตามราคาทอง
- จุดประสงค์คือให้ทองทำหน้าที่ “ป้องกันความเสี่ยง” โดยไม่รับความเสี่ยง downside เต็ม ๆ จากราคาที่ขึ้นแรงมาช่วงก่อนหน้า
โดยสรุปแล้ว การลงทุนในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด แต่ต้องอาศัย การลงทุนต่อเนื่อง และความเข้าใจในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนอย่างลึกซึ้ง เริ่มต้นวางแผนการลงทุนด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก KKP EDGE สอบถามบริการวางแผนการเงิน โทร 02-165 5555 หรือ Facebook: KKP EDGE และสามารถเริ่มต้นลงทุนผ่านแอป KKP Better ได้ที่ https://m.kkpfg.com/W6Bx/wew31e41