YEARAHEAD 2026 Stay Invested. Stay Diversified

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
5 Min Read
16 มกราคม 2569
1.846k views
BROKER VER2_B-01_0
In Focus

ลงทุนต่อไปอย่างมีวินัย เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว ไม่มีภาพถดถอยชัดเจน การถือเงินสดล้วนเสี่ยงพลาดโอกาสลงทุน

202601-Investment-outlook-2026-970x250

ปี 2026 กำลังจะมาถึง พร้อมกับความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ในโลกของการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณสามารถนำทางผ่านสภาพตลาดที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย, ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), หรือแนวโน้มด้านความยั่งยืน (ESG) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

การลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้อง แต่ยังรวมถึง การมีวินัย, การทำความเข้าใจเศรษฐกิจมหภาค, และการปรับกลยุทธ์ให้ยืดหยุ่น คำถามสำคัญคือ: พอร์ตการลงทุนของคุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ของตลาด?

 

เรามองว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการ…

  1. ลงทุนต่อไปอย่างมีวินัย
    เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว ไม่มีภาพถดถอยชัดเจน การถือเงินสดล้วนเสี่ยงพลาดโอกาสลงทุน
  1. กระจายหุ้นให้กว้างกว่าหุ้นเทคขนาดใหญ่
    ตลาดหุ้นที่น่าสนใจคือยุโรป อินเดีย US small cap และกลุ่มคุณภาพอย่าง Healthcare
  1. ใช้ตราสารหนี้เป็นกันชนของพอร์ต
    พันธบัตรโลกอยู่ในระดับมูลค่าที่เหมาะสม (fair value) ขณะที่พันธบัตรไทยเริ่มน่าสะสม
  1. ทองคำในบทบาทกระจายความเสี่ยงพอร์ต
    ทองคำได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง การเลือกตั้งสหรัฐฯ และการซื้อของธนาคารกลางกลุ่มประเทศ EM
  1. ดอลลาร์อ่อนค่าจำกัด บาทแข็งค่าเล็กน้อย
    ต้นทุนเฮดจ์ USD→THB ยังสูงราว 2–3% ต่อปี  แนะนำการลงทุนต่างประเทศแบบไม่เฮดจ์สอดคล้องกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่รับได้

 

สำหรับคำแนะนำเรื่องการลงทุนในปี 2026 เรามองว่า “วินัย” การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ และกลยุทธ์ในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เรามีคำแนะนำดังนี้

 

  1. หุ้นโลก

Overweight และขาขึ้นยังไปต่อ –ควรอยู่ในตลาดต่อ และกระจายมากขึ้น

  • ปี 2026 ปัจจัยหนุนไม่ใช่แค่ AI แต่รวมถึง 4 P ซึ่งได้แก่ Policy, Profit, Positioning และ Purchasing Power ยังคงส่งสัญญาณบวก
  • หุ้นโลกยังเป็นขาขึ้น แต่ควรกระจายทั้งภูมิภาค, หมวดอุตสาหกรรมและสไตล์
  • Valuation สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่เริ่มตึงตัว ความเสี่ยงจากการ “กระจุกตัว” สูงขึ้น
  • AI ยังเป็นเมกะเทรนด์สร้างมูลค่ามหาศาล แต่ไม่ใช่ทุกหุ้น AI จะชนะจึงควรกระจายลงทุนตลอดห่วงโซ่เทคฯ (ชิป ผู้ใช้งาน และผู้สนับสนุน AI)

 

Recommendation

  • ใช้กองทุน/พอร์ตหุ้นโลกเป็น “Core” (การลงทุนหลัก)
  • เสริมด้วยกองทุนธีม/ภูมิภาคด้านบนเป็น “Satellite” ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้

 

Satellite Ideas

             ธีมการลงทุนแนะนำสำหรับเสริมพอร์ตหุ้นโลก

  • US Small Cap
    ได้อานิสงส์ดอกเบี้ยลงและการลงทุนภายในสหรัฐฯ ที่เร่งตัว
  • Healthcare
    เป็นกลุ่ม Quality ที่เชื่อว่าจะเห็นการ catch-up trade ที่ valuation อยู่ในระดับน่าสนใจหลังจากเริ่มเห็นความชัดเจนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าและราคายา
  • Semiconductors & Tech 
    ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากเทรนด์ลงทุน AI แต่ควรกระจายทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ไม่กระจุกเฉพาะผู้นำรายเดียว
  • ยุโรป
    คาดการเติบโตของกำไรในปี 2026 จะแข็งแรง ด้วยแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบกลาโหม
  • อินเดีย
    กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตเร่งตัวขึ้นและ positioning ที่เบาบางของนักลงทุนต่างชาติจะหนุนผลตอบแทนดีกว่าหุ้นโลกใน 1-3 ปีข้างหน้า

 

Recommended Funds

  • SCBRS2000(A)
  • KKP GHC
  • TUSHEALTH
  • KKP SEMICON-H
  • K-GTECH
  • B-EUPASSVE
  • ES-EG-A
  • KKP INDIA-H
  • TISCOIN

 

  1. หุ้นไทย

คัดเลือกเชิงคุณภาพ (Selective)

  • เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ กดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม แต่ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มลดลงเหลือ 1% ภายในปี 2026 ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังต้องติดตาม แม้ระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากช่วงเลือกตั้งและมาตรการกระตุ้น

 

           Recommendation

  • หุ้นไทยเหมาะเป็นส่วนเสริม/ส่วนปันผลในพอร์ต มากกว่าจะเป็นตัวหลักในเชิง growth
  • เน้นกองทุน/หุ้นที่โฟกัสกลุ่มคุณภาพ แทนการเก็งดัชนีระยะสั้นท่ามกลางความผันผวนการเมือง

กลุ่มหุ้นเด่น ที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวชัดเจน

  • ธนาคารขนาดใหญ่
    แม้ NIM มีแรงกดดันจากดอกเบี้ยลง แต่ให้ปันผลสูง 6–8% และมีโครงการซื้อหุ้นคืน
  • โทรคมนาคม
    รายได้และกำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
  • ท่องเที่ยว
    ได้อานิสงส์ในช่วงเทศกาลและการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน
  • ค้าปลีกบางบริษัท
    ที่ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นและการบริโภคในประเทศ
  • โรงพยาบาล
    ได้ประโยชน์ในระยะยาวจากการขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

  1. ตราสารหนี้โลก
  • ปีที่ผ่านมาได้ทั้งดอกเบี้ยและ capital gain จาก yield ลงแรง แต่ตอนนี้ yield ใกล้เป้า และตลาดสะท้อนดอกเบี้ยขาลงไปมากแล้ว
  • โอกาสสร้างกำไรส่วนเพิ่มจากการที่ yield ลงอีกมีจำกัด ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนจาก AI และ OBBBA ทำให้ส่วนหนึ่งของตลาดเริ่มกังวลเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะ

 

Recommendation

  • มีมุมมองที่เป็นกลางต่อการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐต่างประเทศ
  • แนะนำถือพันธบัตร/กองทุนตราสารหนี้โลกในสัดส่วนที่เหมาะกับ Risk profile เพื่อบาลานซ์ความผันผวนจากหุ้น
  1. ตราสารหนี้ไทย
  • ตลาดสะท้อนดอกเบี้ยนโยบายที่จะลงไปแถว 1% ไปแล้ว ทำให้ upside จากดอกเบี้ยลงเพิ่มเริ่มจำกัด
  • แต่ yield พันธบัตรไทยระยะกลาง–ยาวปรับขึ้นแรงจากแรงขายกองทุนตราสารหนี้ ทำให้ระดับปัจจุบัน “น่าเข้าซื้อสะสม” โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่มองเรื่องลดหย่อนภาษีผ่าน ThaiESG bonds

 

Recommendation

  • ถือ duration ใกล้ระดับกลาง (neutral) ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง
  • ใช้โอกาส yield สูงกว่าปกติทยอยซื้อกองทุนตราสารหนี้ไทย/ThaiESG เพื่อประหยัดภาษีและเป็นส่วน “สร้างเสถียรภาพ” ของพอร์ต

 

  1. Private Market
    เปิดโอกาสการลงทุนที่แตกต่าง และไม่สามารถหาได้จากตลาด Public Market

 

Recommendation

CIO มอง private equity, private credit และกอง hedge fund ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “alternative sleeve” ในพอร์ตนักลงทุนที่ยอมรับสภาพคล่องต่ำได้ ช่วยเพิ่มแหล่งผลตอบแทนและลดการพึ่งพาหุ้น–ตราสารหนี้เพียงสองชนิด

 

Private Equity

Valuation ปรับสมเหตุสมผลขึ้น กิจกรรม M&A / IPO เริ่มกลับมาและดีลกระจายไปธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคฯ (AI, cloud, datacenter) และพลังงานสะอาด มองเป็นแหล่ง “เติบโตระยะยาว” แต่ต้องเลือกกอง/ผู้จัดการที่คัดดีลคุณภาพ

 

Private Credit

ความต้องการสินเชื่อทางเลือกยังสูง อัตรา default และ non-accrual ยังอยู่ในระดับต่ำ CIO มองว่า private credit ยังให้ risk-adjusted return ดีกว่า public credit หากเลือกกองที่กระจายดีลและมีวินัยด้าน underwriting

 

Hedge Fund

โครงสร้างตลาดโลกตอนนี้เหมาะกับ hedge fund มากขึ้น เพราะ

  • เศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ มีทิศทางและนโยบายระหว่างประเทศแตกต่างกัน เอื้อต่อกองทุนที่บริหารเชิงรุก
  • ดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก → กลยุทธ์ arbitrage / carry ทำเงินได้โดยไม่ต้องใช้ leverage สูงเหมือนอดีต
  • Correlation ระหว่างหุ้น–บอนด์ ไม่ได้เคลื่อนไหวสวนทางกันเหมือนเดิม → hedge fund ช่วยเป็น diversifier ที่สำคัญ
  1. ทองคำ
    ใช้เป็นตัวกันความเสี่ยงในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย

 

ทองคำได้แรงหนุนจาก

  • ภาวะดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลงต่อ
  • ความไม่แน่นอนmid-term election สหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์
  • การซื้อสะสมของธนาคารกลาง โดยเฉพาะในกลุ่ม EM

      Recommendation

  • แนะนำลงทุนในทองคำผ่าน Structured Note ประเภท Sharkfin
    • ปกป้องเงินต้นส่วนใหญ่ (เช่น 95%)
    • ถ้าทองไม่พุ่งแรงเกินระดับ knock-out สามารถได้ upside ตามราคาทอง
  • จุดประสงค์คือให้ทองทำหน้าที่ “ป้องกันความเสี่ยง” โดยไม่รับความเสี่ยง downside เต็ม ๆ จากราคาที่ขึ้นแรงมาช่วงก่อนหน้า

โดยสรุปแล้ว การลงทุนในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด แต่ต้องอาศัย การลงทุนต่อเนื่อง และความเข้าใจในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนอย่างลึกซึ้ง เริ่มต้นวางแผนการลงทุนด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก KKP EDGE สอบถามบริการวางแผนการเงิน โทร 02-165 5555 หรือ Facebook: KKP EDGE และสามารถเริ่มต้นลงทุนผ่านแอป KKP Better ได้ที่ https://m.kkpfg.com/W6Bx/wew31e41

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน