ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนปี 2026
เราประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอตัว โดยอิงคาดการณ์ของ IMF ที่ประเมิน GDP2026 ของโลกโตเฉลี่ย 3.1% YoY ซึ่ง IMF คาดประเทศพัฒนาแล้วโตเฉลี่ย 1.6% YoY และประเทศกำลังพัฒนาโตเฉลี่ย 4.0% YoY จากแรงกดดันของภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่ทำให้เกิดการเร่งนำเข้าสินค้าในปี 2025 จึงทำให้การค้าทั่วโลกในปี 2026 เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจช่วยจำกัด Downside ให้กับสินทรัพย์ลงทุนได้บ้าง แต่ภาระหนี้ที่สูง โดยเฉพาะหนี้สาธารณะต่อ GDP ของหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, อิตาลี, สหรัฐฯ, และฝรั่งเศส ทำให้งบประมาณด้านการคลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ซึ่งนอกจากรัฐบาลของชาติมหาอำนาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ยังมีความเสี่ยงที่จะถูก Downgrade หรือปรับลดมุมมองด้านเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตด้วย นอกจากนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์ให้อ่อนตัวลง จากการลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนเช่นกัน
ทิศทางการลงทุนโดยภาพรวมของใน 2026 ของแต่ละ Asset Class จึงมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังจากปรับขึ้นร้อนแรงในปีที่ผ่านมา (MSCI DM +19% และ MSCI EM +27%) โดย Theme การลงทุนหลัก คือ Yield Play จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง และ Defensive & Value Play เพื่อรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนโดยภาพรวม
ทิศทางแนวโน้ม ของสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ
สำหรับแนวโน้มปี 2026 เราประเมิน Upside ของ SET Index ยังถูกจำกัด
จาก GDP ที่โตต่ำกว่าภูมิภาค โดยเราคาด GDP2026 โตเพียง 2% YoY เทียบกับค่าเฉลี่ยการเติบโตของเอเชียตามการประเมินของ IMF ที่ 4.7% YoY แต่อาจมีจุดเปลี่ยนในช่วงต้นปีให้กลับมา Outperform ตลาดหุ้นภูมิภาคได้ หากผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ออกมาแล้วใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลไม่นาน และได้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากแบบไม่มีการกระจายตัวของพรรคการเมืองมากนัก แต่ถ้าใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาลนาน และเป็นรัฐบาลผสมที่มีจำนวนพรรคการเมืองมากเกินไป เหมือนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยช่วง ส.ค. 2023- ส.ค. 2025 อาจกดดันให้ SET Index เคลื่อนไหว Underperform ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เราประเมิน Downside ของ SET Index จะอยู่ในกรอบจำกัดเช่นกัน เนื่องจาก
1) กระแสเงินมีโอกาสไหลเข้าหา Emerging Market จากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด และความกังวลในการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กดดัน Dollar Index อ่อนตัวลง
2) ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำตลอดทั้งปี 2026 โดยเราคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หรือลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งเหลือ 1.00% ตลอดทั้งปี 2026 เทียบกับค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยนโยบายปี 2025 ที่ 1.75% โดยถ้าอิง Sensitivity Analysis ของเราทุก 0.25% ของต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จะเป็นบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนราว 3% เพราะฉะนั้น ผลจากต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง 0.50% คาดว่าจะช่วยจำกัด Downside ให้กับคาดการณ์ EPS2026 ของเราที่ 90 บาท/หุ้น ได้ราว 5%
3) ปัจจัยเด่นด้านเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง เป็นที่รองรับเม็ดเงินจากการ Search for yield ในช่วงดอกเบี้ยขาลง
เราคาดการณ์เป้าหมาย SET Index ปี 2026 ที่ 1,400 จุด อิง EPS ที่ 90 บาท/หุ้น +5.9% YoY และ PER Multiplier ที่ 15.5 เท่า คิดเป็นระดับ -0.5 S.D. กลยุทธ์การลงทุนหลักของปีนี้ คือ การเน้นทำ Asset Allocation โดยการกระจายเงินลงทุนในหลายตลาด เช่น จีน, อินเดีย, ยุโรป, สิงคโปร์, ไทย ผ่าน 2 Theme การลงทุนหลัก คือ Value & Dividend Play ซึ่งเราคาดว่าจะ Outperform ได้ในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลง และทนทานต่อความผันผวนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หุ้นและ DR แนะนำ ในปี 2026 คือ 3BBIF, AIA19, BCH, IVL, TLI, TRUE, UNH19
จัดสรรพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม
เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในปี 2026 ซึ่งแม้จะ Underperform อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ Downside เริ่มจำกัด และทำให้จุดเด่นด้านเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยรองรับความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ในระยะถัดไป
ส่วนสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ เรายังให้ความสำคัญกับตลาดทุนในประเทศทางเลือก เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดที่วัฎจักรทางเศรษฐกิจแตกต่างไปจากประเทศหลักอย่างสหรัฐฯ หรือจีน เช่นตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย (อินเดีย และสิงคโปร์) ซึ่งหลายประเทศยังมีแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศ และการลงทุนภาครัฐที่ดำเนินต่อเนื่อง
ส่วนตลาดในฝั่งยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกได้เช่นกัน จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณดีขึ้น หลัง ECB เดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยเร็วรวม 1.00% ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา (ดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 2.00% ต่ำกว่าเฟดที่ 3.75%) และกิจกรรมภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัวจากที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ รัฐบาลของเยอรมันที่เป็นประเทศหลักของยูโรโซน ยังมีช่องว่างในการใช้นโนยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกพอควร จากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ยังต่ำเพียง 62% เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งยูโรโซนที่ 87% จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายพอร์ตการลงทุน
สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ซึ่งเรามองว่าเป็นอีกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงทั้งในสหรัฐฯ และประเทศในฝั่งเอเชีย
สุดท้ายคือสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นมามากในปีนี้ แต่ก็ยังเป็นสินทรัพย์หลักที่ทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง และป้องกันความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสฟองสบู่แตกในตลาด AI หรือแม้กระทั่งวิกฤตทางการเงิน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมากต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศคือ ค่าเงินบาท ซึ่งปี 2025 แข็งค่าขึ้นกว่า 9% อยู่ที่ 31.20 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าได้บ้าง อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ เช่น DR ได้ ซึ่งเราได้รวบรวมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สอดคล้องกับคำแนะนำของแต่ละ Asset Class ไว้ตามตารางด้านล่างนี้
Tactical Views Across Asset Classes
Asset Allocation Portfolio Recommendation


