การลงทุนแบบ Thematic Investment หรือการลงทุนใน "ธีม" เป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นไปยังแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว (Structural Trends) ที่มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนแปลง” โลก เศรษฐกิจ และสังคม
บทความนี้จะนำเสนอวิธีการลงทุน ตัวอย่างธีมที่น่าสนใจ และข้อควรระวังในการลงทุนสำหรับ Thematic investment
การลงทุนในธีม ไม่สามารถทำแบบ "ซื้อแล้วถือ" ในหุ้นที่เป็นกระแสเพียงเท่านั้น แต่ต้องอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ที่รอบคอบ ดังนี้
ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไว ทำให้เราไม่สามารถยึดติดกับธีมใดธีมหนึ่งตลอดไป หากเราต้องการลงทุนตามธีม เราจะต้องติดตาม ข่าวการเคลื่อนไหวธีมของสิ่งที่เราลงทุน โดยอาจใช้ กลยุทธ์ "Thematic Rotation" หรือการหมุนเวียนการลงทุนตามจังหวะเวลา เนื่องจากธีมต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง (Dynamic) สูง นักลงทุนควรลงทุน โดยติดตามอย่างใกล้ชิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของบริษัทต่างๆ อย่างไร การทำเช่นนี้ช่วยให้สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ได้จากการจับจังหวะการเข้าและออกที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและความเชื่อมั่นของตลาด แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ มีโอกาสน้อยที่นักลงทุนทั่วไป จะสามารถใช้วิธีการจับจังหวะและประสบความสำเร็จ ทำให้ส่วนใหญ่ นักลงทุนจะมีแนวโน้ม ซื้อเมื่อราคาปรับขึ้นไปสูงแล้ว และขายเมื่อราคาปรับลดลงมา จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ
ในการลงทุนแบบธีม สิ่งหนึ่งที่จะต้องระวังคือ เมื่อมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นในธีมเหล่านั้นสูง ทำให้ธีมเหล่านี้มีมูลค่าที่สูงตาม อย่างเช่น ความเชื่อในเรื่องของ Metaverse และพลังงานสะอาด ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรใช้ประกอบการตัดสินใจคือ ดูว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ ขึ้นมาแล้วกี่เปอร์เซนต์
นักลงทุนควรเลือกลงทุนในธีมที่มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นธีมระยะยาว นักลงทุนควรแบ่งแยกระหว่างธีมที่เป็นระยะสั้น และธีมที่เป็นระยะยาว และเลือกลงทุนในอย่างหลัง นอกจากนี้ ข้อสังเกตหนึ่งในเรื่องธีมคือต้องคอยสังเกตว่าบริษัทเหล่านั้นมีแนวโน้มผลิตมากเกินไปหรือไม่ (overcapacity) เพราะการผลิตมากเกินไป จะทำให้ราคาสินค้าปรับลง และกำไรของบริษัทปรับลงไปในที่สุด
อีกทางเลือกนึงในการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีคือ ลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ แทนที่จะลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี เราลองมองหา "การบรรจบกัน" (Convergence) ของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การที่ AI เข้ามาเสริมศักยภาพให้กับหุ่นยนต์ (Robotics) หรือการที่แบตเตอรี่รุ่นใหม่ช่วยขับเคลื่อนยานยนต์ไร้คนขับ การทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดและลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมหาศาล
อ้างอิงจากเอกสารของ BlackRock และ ARK Invest พบว่ามีธีมหลักๆ ที่กำลังขับเคลื่อนโลกดังนี้
ถือเป็นธีมที่เป็น "ตัวเร่ง" (Catalyst) ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent Seven) แต่ยังขยายไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และ AI Agents ที่จะเข้ามาเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ AI ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธีมอื่นๆ เช่น การค้นพบยาแบบแม่นยำ (Precision Therapies) และยานยนต์ไร้คนขับ
การลดลงของต้นทุนแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนจะนำไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและ Robotaxis อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและการเดินทางได้อย่างมหาศาล
การผสมผสานระหว่างชีววิทยาและเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้เราสามารถไขรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ การใช้ AI ในการพัฒนายาช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการวิจัย เพิ่มโอกาสในการรักษาโรคหายขาด (Cures) ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่ายาที่ใช้รักษาตามอาการ
เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน Thematic Investment ที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนควรนำกรอบความคิดเหล่านี้ มาปรับใช้ดังนี้
ให้ผ่าตัดดู "เนื้อใน" ของข้อมูล เช่น กระแสเงินสด ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ธีมการลงทุนใหม่ (เช่น พลังงานสะอาด) ต้องระวัง "Hype" หรือกระแสที่เกินจริง ให้พิจารณาความเป็นไปได้ทางกายภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (เช่น ต้นทุนการลดคาร์บอน) มากกว่าเพียงแค่เชื่อในเรื่องราวที่ดูสวยหรู
ต้องแยกแยะระหว่างนวัตกรรมที่แท้จริงกับวิศวกรรมทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อคนวงใน (เช่น ปรากฏการณ์ SPAC เมื่อปี 2022) และต้องมีความกล้าที่จะลงทุนสวนกระแสเมื่อปัจจัยพื้นฐานยังดีแต่ราคาถูกกดดันจากข่าวร้ายชั่วคราว
แม้จะมั่นใจในธีมมากแค่ไหน แต่ความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัท (Idiosyncratic risk) นั้นสูงมาก การกระจายการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเดิมพันในบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไป และควรจำกัดไม่ให้มีการลงทุนในธีมใดธีมหนึ่งเกิน 5% ในพอร์ต
นักลงทุนไม่ควรตื่นเต้นไปกับธีมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น และหลีกเลี่ยงการลงทุนเพียงแค่ต้องการเกาะกระแส การลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบธีม หรือหุ้นรายตัว มีหลักการเดียวกันคือ ควรลงทุนก็ต่อเมื่อ ราคาที่ซื้อมีมูลค่าที่ต่ำกว่าพื้นฐานของบริษัท หากเราประเมินมูลค่าบริษัทค่อนข้างยาก หลักการอันหนึ่งที่สามารถใช้ได้ดีคือพิจารณาว่าราคาของบริษัทเหล่านี้ ปรับตัวขึ้นมาแล้วกี่เปอร์เซนต์ เพื่อให้เรารู้ว่า เรามาเร็ว หรือมาช้า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ Thematic Investment มีข้อดีคือ จะทำให้พอร์ตของเราเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมบนโลกที่เติบโต การลงทุนในธีมจึงควรเป็นส่วนหนึ่งในพอร์ต และจะทำให้พอร์ตให้ผลตอบแทนที่ดี หากเราไม่ได้ “overpay” หรือจ่ายที่ราคาแพงเกินไป และหากเราลงทุนในธีมที่เป็นระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เกาะกระแสในระยะสั้นๆ
