6 กลยุทธ์ลงทุนปี 2569 กระจายความเสี่ยง รับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

โดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management
2 Min Read
15 ธันวาคม 2568
1.352k views
 TSI-Article-723-Inv-Thumbnail6-investment-strategies-2026-global-cyclepng
Highlights
  • หุ้น AI ยังน่าสนใจ แต่ต้องลงทุนอย่างมีวินัย โดยเลือกบริษัทที่เห็นผลตอบแทนชัดเจน และไม่จ่ายราคาแพงเกินไป ลดการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ (Mega Cap) และเพิ่มน้ำหนักหุ้นขนาดกลาง - เล็ก ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น

  • กระจายลงทุนข้ามภูมิภาคไปยังยุโรป (เน้นธุรกิจที่หารายได้ในประเทศและกลุ่มความมั่นคง อาวุธและการสำรวจทางอากาศ) และ ญี่ปุ่น (รับอานิสงส์การหลุดพ้นจากเงินฝืดและการปฏิรูปธรรมาภิบาลตลาดหุ้น) และตลาดเกิดใหม่ที่มีโอกาสกลับมาโดดเด่นจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวและผลบวกจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง

  • เลือกลงทุนกองทุนรวมเชิงรุกที่เน้นคัดประเทศและคัดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ (Quality Growth) และเสริมเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง นอกเหนือจากพันธบัตร เช่น กองทุนรวมที่มีความยืดหยุ่น หรือสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูง เช่น กลุ่มการเงิน

ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดหุ้นต้องเผชิญทั้งสงคราม การค้าตึงเครียด และจีนที่อ่อนแรง แต่เศรษฐกิจโลกกลับทนทานกว่าที่คาด โดยรายได้บริษัทจดทะเบียนเติบโตดี โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเริ่มขยายไปยังญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่บางประเทศ ทำให้ปี 2569 ดูเป็นปีที่โอกาสการลงทุนหลากหลายขึ้น ไม่ได้มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาไม่กี่แห่งอีกต่อไป จึงเป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนจะปรับพอร์ตลงทุนให้สอดรับกับกระแสโลก ทั้ง AI วัฏจักรใหม่ของยุโรป – ญี่ปุ่น โอกาสในตลาดเกิดใหม่ และความจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายกว่าเดิม

AI ยังน่าสนใจ แต่ต้องเริ่มคุมความเสี่ยง

วัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Capex) ในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มต่อเนื่องในปี 2569  จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเริ่มแปลงเป็นผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงแค่แนวคิดเหมือนยุคดอทคอม ซึ่งจุดต่างสำคัญคือ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ใช้กำไรสะสม รวมถึงบางส่วนของรายได้ในอนาคตจากธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว มาลงทุน ไม่ได้พึ่งหนี้แบบหนักหน่วง ทำให้ความเสี่ยงฟองสบู่ยังไม่ชัดเท่าช่วงฟองสบู่ดอมคอมปี 2533 แม้ว่าสัญญาณเตือนเรื่องการกู้เงินเพิ่ม การลงทุนกับพันธมิตรเครือข่ายใกล้ชิด และการเก็งกำไรในหุ้นเบต้าสูงเริ่มมากขึ้น ดังนั้น โอกาสลงทุนในธีม AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยักษ์ แต่รวมถึง

  • หุ้นโครงสร้างพื้นฐานของ AI เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้า ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ผลิตชิป และผู้ให้บริการคลาวด์ ที่ได้ประโยชน์จากดีมานด์ด้านคอมพิวต์และความต้องการใช้พลังงานที่พุ่งสูง
  • บริษัทที่นำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพงาน เช่น ธนาคาร ค้าปลีก โลจิสติกส์ ซึ่งอาจอยู่ในตลาดไทยหรือต่างประเทศ แต่มีเรื่องราวการใช้ AI ที่จับต้องได้

 

ดังนั้น แนวคิดการลงทุนในปี 2569 คือ ลงทุนใน AI แบบมีวินัย โดยเลือกบริษัทที่เริ่มเห็นผลตอบแทนจากเงินลงทุนชัดเจน กระแสเงินสดยังแข็งแรง และไม่จ่ายราคาแพงเกินไปจากกระแสความตื่นเต้นระยะสั้น

จากกระจุกตัว สู่การกระจายด้านกำไรมากขึ้น

ช่วงสามปีที่ผ่านมา การเติบโตของกำไรจดทะเบียนจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือเรียกว่า เมกะแคป (Mega Cap) โดยเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ในปี 2568 สัญญาณกำไรเริ่มกระจายออกไปมากขึ้น ทั้งตามขนาดบริษัทและภูมิภาค โดยมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นในหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา รวมถึงในบริษัทในญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่บางประเทศ เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้

 

สำหรับปี 2569 หากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโต เนื่องจากนโยบายการเงินการคลังที่ผ่อนคลาย ทำให้เป็นโอกาสที่นักลงทุนได้ลงทุนในหุ้นที่หลากหลายมากขึ้น โดยมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ 

  • ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง ด้วยการทยอยเพิ่มน้ำหนักในหุ้นขนาดกลาง – ขนาดเล็ก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น ทั้งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่ เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้
  • ลงทุนกองทุนรวมหรือกองทุน ETF ที่เน้นการกระจายตามขนาด (Multi cap)

กระจายลงทุนข้ามประเทศ

ในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนไปในจังหวะใกล้เคียงกัน แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้การกระจายการลงทุนข้ามประเทศให้ผลตอบแทนไม่ต่างกันมากนัก แต่ภาพปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นภูมิรัฐศาสตร์ ซัปพลายเชน ทำให้วัฏจักรเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเริ่มไม่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มผันผวนและยังอยู่ในระดับสูง ผลลัพธ์คือ ความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นระหว่างประเทศปรับลดลง ดังนั้น นักลงทุนควรกระจายการลงทุนข้ามภูมิภาคและอุตสาหกรรม เช่น ในอดีตเน้นลงทุนตลาดหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐอเมริกา ปี 2569 อาจกระจายการลงทุนไปยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากความแตกต่างของแต่ละประเทศที่ไม่สอดคล้องกัน

ยุโรป – ญี่ปุ่น ไม่ควรมองข้าม

ในอดีตตลาดยุโรปและญี่ปุ่นมักเดินตามสหรัฐอเมริกา วันนี้ทั้งสองภูมิภาคมีกลไกเฉพาะตัวที่น่าสนใจและช่วยให้วัฏจักรเป็นของตัวเองมากขึ้น โดยในยุโรป การชะลอตัวของโลกาภิวัตน์และเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าอดีต ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว พร้อมกับการหันมาเน้นเศรษฐกิจในประเทศ ความมั่นคง และการแข่งขัน ทำให้หุ้นที่ได้ประโยชน์จากความต้องการในประเทศมีความโดดเด่นมากขึ้นกว่าหุ้นพึ่งพาการส่งออก เช่น ธุรกิจธนาคาร โทรคมนาคม ก่อสร้าง กลุ่มสาธารณูปโภค รวมถึงบริษัทด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศ ที่ได้อานิสงส์จากการเพิ่มงบประมาณทางทหาร

 

สำหรับญี่ปุ่น กำลังหลุดพ้นจากยุคเงินฝืดที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ นั่นคือ เงินเฟ้อและค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลและธนาคารกลางยังใช้นโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย รวมทั้งการปฏิรูปธรรมาภิบาลและการเน้นผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารและภาคบริการที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ ที่ได้รับแรงหนุนการเติบโตจากการใช้จ่ายในประเทศที่ฟื้นตัว

ตลาดเกิดใหม่ โอกาสกลับมา แต่ต้องเลือก

ปี 2568 ถือว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่มีความโดดเด่น โดยแรงหนุนหลักมาจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเกี่ยวกับ AI ถึงแม้ระดับมูลค่าจะยังต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีโอกาสที่กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นเกิดใหม่จะเริ่มกลับมาได้ในปี 2569 หากเศรษฐกิจโลกขยายตัว

 

ปัจจัยสำคัญอีกด้านคือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่เผชิญแรงกดดันจากปัญหาการคลัง การเติบโต และเงินเฟ้อ รวมถึงการไหลออกของเงินทุนไปยังภูมิภาคอื่น ดอลลาร์ที่อ่อนลงมักเอื้อต่อผลตอบแทนตลาดเกิดใหม่ และช่วยลดภาระหนี้สกุลดอลลาร์ของประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายประเทศได้เน้นสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น เช่น แผนปฏิรูปธรรมาภิบาลในเกาหลีใต้ และแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างในจีน

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดเกิดใหม่มีความแตกต่างระหว่างประเทศสูง ทั้งด้านการเมือง สังคม และโครงสร้างอุตสาหกรรม นักลงทุนจึงควรใช้กลยุทธ์ด้วยการใช้กองทุนรวมเชิงรุกที่เน้นคัดประเทศและคัดหุ้น แทนการเก็บทั้งดัชนีแบบเหมารวม พร้อมระวังความเสี่ยงเชิงการเมืองและกฎระเบียบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีแนวนโยบายเปลี่ยนแปลงเร็ว



เนื้อหานี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

อย่าลืมป้องกันความเสี่ยง

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของปี 2569 คือ การป้องกันความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและพันธบัตรที่สูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมายความว่าพันธบัตรทำหน้าที่เป็นกันชนที่มีประสิทธิภาพได้ลดลง เพราะมีโอกาสที่หุ้นและพันธบัตรจะปรับตัวลงพร้อมกัน ขณะเดียวกัน หากหุ้นสหรัฐอเมริกาและค่าเงินดอลลาร์ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียว การถือดอลลาร์อาจเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าที่จะเป็นสินทรัพย์หลบภัย

 

ดังนั้น ควรเสริมเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงนอกเหนือจากพันธบัตร เช่น กองทุนรวมที่มีความยืดหยุ่นในการทำกำไรและมีนโยบายใช้อนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เพิ่มสินทรัพย์หรือหุ้นที่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยสูง เช่น กลุ่มการเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่มักทำได้ดีในภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง

 

ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่สินทรัพย์ลงทุนทุกประเภทจะปรับขึ้นพร้อมกัน แต่เป็นปีที่มีโอกาสกระจายการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและไม่เดินจังหวะเดียวกัน แต่สำหรับนักลงทุนคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “หุ้นอะไรจะวิ่งแรงสุด” แต่คือ “พอร์ตลงทุนจะแข็งแกร่งแค่ไหนในหลายฉากทัศน์” ผ่านการลงทุนอย่างมีวินัย กระจายข้ามภูมิภาค เปิดรับวัฏจักรใหม่ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น ตลาดเกิดใหม่ และยกระดับการบริหารความเสี่ยงให้ทันโลกการเงินยุคใหม่


เรียนรู้แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่มีผลต่อการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเจาะลึกเทคนิคในการจับจังหวะเปลี่ยนกลุ่มลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Sector Rotation”

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน