ในยุคปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่เครื่องมือทางการเงินหรือสินค้าทางการเงินมีให้เลือกลงทุนได้หลากหลาย สะดวก ยืดหยุ่น ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงได้ และสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินไม่มากได้ นอกจากจะต้องเข้าใจทิศทางตลาดทุน ภาวะตลาดในแต่ละช่วงลงทุนแล้ว หัวใจสำคัญในการเพิ่มโอกาสสำเร็จในการลงทุนคือการเลือก “เครื่องมือที่เหมาะสม” ให้สอดคล้องกับกรอบเวลาและวัตถุประสงค์ของตนเอง รวมถึงระดับผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงที่รับได้ เพราะโครงสร้างความเสี่ยง ต้นทุนแฝง และลักษณะเฉพาะของตราสาร แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแผนการลงทุน ผลตอบแทน และเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว โดยครั้งนี้จะพาผู้ลงทุนคิดตามถึงแนวทางการเลือกใช้เครื่องมือที่มีอัตราทด อย่าง L&I ETFs, DW และ TFEX
- ความสำคัญของการเลือกเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสม
การเลือกเครื่องมือการลงทุนที่ถูกต้องถือเป็น “ตัวคูณคุณภาพ” ของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return) และเป็นกลไกควบคุมความผันผวนของพอร์ตในทั้งภาวะปกติและช่วงวิกฤต เครื่องมือแต่ละชนิดมีคุณลักษณะเฉพาะที่อาจเหมาะกับบางสถานการณ์ และอาจไม่เหมาะกับอีกสถานการณ์หนึ่ง ดังนั้นการเข้าใจจุดเด่น จุดสังเกต และข้อจำกัดของแต่ละเครื่องมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนตัดสินใจ เช่น กรณีตลาดทุนไร้ทิศทาง ผันผวนต่ำ แต่เราไปเลือกเครื่องมือที่อัตราทดสูงมากๆ อาจเหมือนเรากำลังนำรถ “ซุปเปอร์คาร์” ไปวิ่งในซอยแคบ ๆ ไม่สามารถเหยียบคันเร่งได้เต็มศักยภาพ ในขณะที่กินน้ำมันในอัตราที่สูงเพราะมีต้นทุนในการถือครองสูงกว่า เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เราไม่บรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนที่ตั้งใจได้ เพราะฉะนั้นการเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับสนามลงทุนที่กำลังจะลงไป ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสสำเร็จในการลงทุนได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ทำความรู้จักจุดเด่น/ ความแตกต่าง และความเสี่ยง L&I ETFs, DW และ TFEX
L&I ETFs SET50 TRI (Leveraged & Inverse ETFs)
- เป็นกองทุน ETFs ประเภทหนึ่งอ้างอิง SET50 TRI (SET50 Total Return Index) ลักษณะเด่นคือมีอัตราทด ทั้งขาขึ้นและขาลง สามารถซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยสามารถซื้อขายจากพอร์ตการลงทุนในปัจจุบันได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายเพิ่ม
- Leveraged ETFs (2X) มีนโยบายบริหารจัดการโดยมุ่งหวังผลตอบแทนทวีคูณ 2 เท่าของผลตอบแทนรายวันของดัชนี SET50 TRI (2X)
- Inverse ETFs (-1X, -2X) มีนโยบายบริหารจัดการโดยมุ่งหวังผลตอบแทนตรงกันข้ามกับผลตอบแทนรายวันของดัชนี SET50 TRI (-1X) และมุ่งหวังผลตอบแทนตรงกันข้ามแบบทวีคูณ 2 เท่าของผลตอบแทนรายวันของดัชนี SET50 TRI (-2X)
- ไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีค่าเสื่อมเวลา อัตราทดเท่ากันทุกวัน
- เหมาะกับการถือครองระยะสั้น เนื่องจากมีกลไกปรับสัดส่วนลงทุนทุกสิ้นวัน (Daily Reset) เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีด้วยอัตราทดคงที่แบบรายวัน อย่างไรก็ตามการถือ L&I ETFs มากกว่าหนึ่งวัน อาจทำให้ผลตอบแทนแตกต่างจากผลตอบแทนของดัชนีคูณอัตราทดตรงๆในช่วงเวลาที่ถือครอง ซึ่งเกิดจากการคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้น (Compounding Effect)
ปัจจุบันกระดานหุ้นไทยสามารถซื้อขาย L&I ETFs อ้างอิง SET50 TRI ได้แล้ว สำหรับนักลงทุนที่มองแนวโน้มว่าดัชนี SET50 TRI จะปรับตัวขึ้น 2X01BSET50 ทวีคูณผลตอบแทน 2 เท่า และสำหรับขาลง 1I01BSET50, 2I01BSET50 พลิกทำกำไรสวนตลาด 1-2 เท่า โดยสามารถซื้อขายจากบัญชีซื้อขายหุ้นที่ผู้ลงทุนมีอยู่กับโบรกเกอร์ใดก็ได้
DW อ้างอิง SET50 (Derivative Warrant)
- เป็นตราสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นบนทิศทางดัชนี SET50
- ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถซื้อขายจากพอร์ตการลงทุนในปัจจุบันได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายเพิ่ม
- มีอัตราทดตั้งแต่ 2 เท่า ไปจนถึงมากกว่า 20 เท่า ให้เลือก มีทั้ง Call DW (มองขึ้น) และ Put DW (มองลง)
- มีอายุจำกัด (โดยทั่วไป 3-12 เดือน) และมีค่าเสื่อมเวลา (Time Decay)
SET50 ฟิวเจอร์ส
- เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนี SET50
- ต้องเปิดบัญชี TFEX แยกจากบัญชีหุ้นปกติ และต้องวางหลักประกัน (Margin) ก่อนถึงจะเปิดสถานะได้
- สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง มีอัตราทดสูง และมีการ Mark-to-Market ทุกวัน
- ในกรณีคาดการณ์ทิศทางผิด มีความเสี่ยงถูก Margin Call หากหลักประกันในบัญชีไม่เพียงพอ เหมาะกับผู้ที่มีวินัยสูงเข้าใจการบริหารพอร์ต และต้องมีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิด
- มีวันหมดอายุตามแต่ละซีรีส์ที่เปิดสถานะ
ความแตกต่างหลักๆระหว่าง L&I ETFs, DW และ TFEX
ลักษณะพื้นฐาน
- L&I ETFs: เป็นกองทุน ETFs ที่ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด แต่ใช้กลไกการลงทุนแบบ Leverage หรือ Inverse เพื่อสร้างโอกาสทำผลตอบแทนที่สูงขึ้นทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
- DW: เป็นตราสารแสดงสิทธิ ที่ถูกออกแบบมาให้เก็งกำไรระยะสั้น มีอัตราทดสูง ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด สามารถเก็งกำไรได้ทั้งขาขึ้น (Call DW) และขาลง (Put DW)
- TFEX (ฟิวเจอร์ส): ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นทั้งขาขึ้น (Long) และขาลง (Short) การซื้อขายต้องเปิดบัญชีซื้อขายล่วงหน้า และต้องวางหลักประกัน (Margin) ก่อนเปิดสถานะในแต่ละครั้ง
ขนาดการลงทุนขั้นต่ำ
- L&I ETFs: ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง เช่น ราคา 5 บาท × 100 หุ้น เริ่มลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท
- DW: ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่า 1 บาท เช่น ถ้าราคา 0.50 บาท ซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น เริ่มลงทุนเพียง 50 บาท
- TFEX (ฟิวเจอร์ส): เงินหลักประกันแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสินค้าอ้างอิง ประมาณ 3-20% ของมูลค่าสัญญา (เงินหลักประกันเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับ TCH)
สภาพคล่อง
- L&I ETFs: ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯเหมือนหุ้นปกติตัวหนึ่ง มีผู้ดูแลสภาพคล่องเพื่อให้ซื้อและขายในปริมาณและราคาที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์
- DW: มีผู้ดูแลสภาพคล่อง เช่นเดียวกับ L&I ETFs
- TFEX (ฟิวเจอร์ส): ส่วนใหญ่มีผู้ดูแลสภาพคล่อง ขณะที่บางสินค้าอ้างอิงสภาพคล่องขึ้นอยู่กับคู่สัญญาในตลาด (สภาพคล่องสูงสุดจะเป็นสัญญารายไตรมาส)
อัตราทด (Leverage)
- L&I ETFs: มีอัตราทดคงที่ทุกวัน เช่น 2x, -1x, -2x ของดัชนีอ้างอิง
- DW: อัตราทดมีให้เลือกหลายระดับตั้งแต่ 2-30 เท่า โดยอัตราทดจะเปลี่ยนตลอดเวลาตามระดับราคาหลักทรัพย์อ้างอิงและอายุคงเหลือ
- TFEX (ฟิวเจอร์ส): มีอัตราทดสูง เช่น SET50 Futures อยู่ที่ประมาณ 15-20 เท่า, Single Stock Futures อยู่ที่ประมาณ 5-25 เท่า
ความเสี่ยงด้านราคาตลาดและลักษณะเฉพาะ
- L&I ETFs: ผันผวนตามระดับอัตราทด ความเสี่ยงจำกัดตามเงินที่ลงทุน รวมถึงมี Tracking Error และการ Rebalance รายวัน (Daily Reset)
- DW: ผันผวนตามระดับอัตราทด ความเสี่ยงจำกัดตามเงินที่ลงทุน และมีต้นทุนในการถือครอง (ค่าเสื่อมเวลา)
- TFEX (ฟิวเจอร์ส): กรณีคาดการณ์ทิศทางผิดมีโอกาสขาดทุนเกินกว่าหลักประกันที่วางไว้
- วิธีหรือปัจจัยที่เลือกใช้สินค้าในแต่ละสถานการณ์
จริงๆวิธีเลือกใช้แต่ละสินค้าไม่ได้มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับมุมมอง สไตล์การลงทุน และประสบการณ์รวมถึงความคาดหวัง อย่างไรก็ตามจะขอชวนคิดจากคำถาม 5 ข้อเพื่อเป็นแนวทางค้นหาว่าผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือไหนที่เหมาะกับตนเอง
- ตลาดตอนนี้มีแนวโน้มที่ชัดหรือเคลื่อนไหวแกว่งไร้แนวโน้ม?
- กรอบเวลาการลงทุนของเราเป็น รายวัน–สัปดาห์ หรือหลายเดือน?
- รับความเสี่ยง Margin Call ได้หรือไม่?
- เงินลงทุน ใช้มากน้อยเพียงใด?
- ต้องการ Hedge พอร์ตหุ้นหรือเก็งทิศทาง?
ถ้าตอบคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ได้ ผู้ลงทุนจะทราบว่าควรเลือกเครื่องมือไหน ลองไปดูกันต่อหลังจากที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ สินค้าหรือเครื่องมือไหนเหมาะสมกับสถานการณ์และข้อจำกัดใดกันบ้าง
- กรณีศึกษาหรือตัวอย่างสถานการณ์และวิธีเลือกใช้ หลังจากที่ตอบคำถามได้แล้ว
- สถานการณ์ที่ดัชนีมีแนวโน้มการคลื่อนไหวชัดเจน (ขาขึ้นหรือลงชัดเจน)
L&I ETFs: ต้องการเกาะแนวโน้มตลาด ไม่เน้นอัตราทดสูงมาก ไม่ต้องการใช้ Margin และต้องการหลีกเลี่ยง Time decay พิจารณา L&I ETFs กรณีที่แนวโน้มดัชนีปรับตัวขึ้นหรือลงต่อเนื่อง สามารถถือลงทุนได้ เพราะกลไก Daily Reset ของ L&I ETFs ทำให้ผลของ Compounding Effect เป็นประโยชน์กับผลตอบแทนรวม เมื่อดัชนีอ้างอิงขึ้นหรือลงทางเดียวแบบชัดๆต่อเนื่อง
DW: ต้องการอัตราทดที่สูงขึ้น หรือต้องการความหลากหลายของหลักทรัพย์อ้างอิง ไม่ต้องการเปิดพอร์ตเพิ่มเติม แผนถือสั้น รับได้กับค่าเสื่อมเวลา
TFEX (ฟิวเจอร์ส): ต้องการผลตอบแทนสูง เนื่องจากมีอัตราทด ขณะที่ฟิวเจอร์สเป็นเครื่องมือที่ไม่มี Daily Reset และไม่มีค่าเสื่อมเวลา
- สถานการณ์ที่ดัชนีไม่มีแนวโน้ม เคลื่อนไหวในกรอบออกข้าง (Sideway)
L&I ETFs: โดยปกติ L&I ETFs ถือว่าไม่เหมาะกับการถือในช่วงที่ตลาดออกข้าง Sideway โดยเฉพาะดัชนีอ้างอิงปรับตัวขึ้นลงออกข้างแล้วกลับมาที่เดิม เพราะในกรณีนี้การ reset สิ้นวันเพื่อให้อัตราทดรายวันคงที่ตามนโยบายกองทุน จะทำให้ NAV ของ L&I ETFs ลดลงตามกลไก อย่างไรก็ตามหากเป็นการเก็งกำไรจบในวันสามารถทำได้
DW: หากต้องการลงทุน DW ช่วงตลาดไร้แนวโน้ม ควรโฟกัส DW ที่ค่าเสื่อมเวลาต่ำ เพราะโดยปกติตลาดลักษณะนี้จะทำให้ผู้ลงทุนมีแนวโน้มถือครองนานขึ้น จึงต้องเลือกถือ DW รุ่นที่มีต้นทุนการถือครองที่สมเหตุสมผลกับภาวะตลาด
TFEX (ฟิวเจอร์ส): สามารถพิจารณาใช้ฟิวเจอร์สเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นในกรอบได้ แต่ก็ต้องติดตามเงินวางหลักประกันและการ mark to market อย่างใกล้ชิด
- สรุปแต่ละสินค้าเหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
L&I ETFs: เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุน Leverage/Inverse แบบ ถือระยะสั้น อัตราทดคงที่สูงสุด 2 เท่า โดยไม่ต้องวาง Margin หรือไม่ต้องการมีต้นทุนค่าเสื่อมเวลา ไม่ต้องเปิดพอร์ตใหม่ ทุกคนเข้าถึงได้ ต้นทุนแฝงต่ำ ไม่มีวันหมดอายุ
DW: เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นด้วยอัตราทดที่สูงขึ้น ชอบความหลากหลายของอัตราทด และหลักทรัพย์อ้างอิง มีแผนการควบคุมต้นทุนค่าเสื่อมเวลาอย่างชัดเจนก่อนเข้าลงทุน
TFEX (ฟิวเจอร์ส): เหมาะกับนักเก็งกำไรที่รับความเสี่ยงได้สูง โดยใช้ประโยชน์จากอัตราทด สามารถเก็งกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง รวมถึงสามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตได้
คำแนะนำและข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
การเลือกใช้เครื่องมือ Leverage เช่น L&I ETFs, DW และ TFEX สามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงได้เท่าตัว ดังนั้นผู้ลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ โดยมีคำแนะนำและข้อควรระวังดังต่อไปนี้
- เข้าใจโครงสร้างและกลไกของแต่ละเครื่องมือก่อนลงทุน
แม้จะอ้างอิงดัชนีเดียวกัน แต่ละเครื่องมือมีโครงสร้างและกลไกการคำนวณผลตอบแทนแตกต่างกัน เช่น DW มีค่าเสื่อมเวลาที่ทำให้มูลค่าลดลงเรื่อย ๆ แม้ราคาหุ้นอ้างอิงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนฟิวเจอร์ส ต้องมีการวางหลักประกัน และมีการ Mark-to-Market ทุกวัน ทั้งนี้อาจถูกเรียกให้วาง Margin เพิ่มหากขาดทุนจากการคาดการณ์ทิศทางผิด ในขณะที่ L&I ETFs แม้จะมีต้นทุนแฝงต่ำและอัตราทดคงที่ทุกวัน แต่ก็ยังมี Daily Reset และ Compounding Effect ที่อาจทำให้ผลตอบแทนเบี่ยงเบนหากถือเกิน 1 วัน การเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนคัดเลือกสินค้าที่เหมาะกับแผนการลงทุนหรือภาวะตลาด ณ ขณะนั้นได้
- เลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับกรอบเวลาและเป้าหมาย
หากต้องการ ถือสั้น เก็งกำไรในวันเดียวทั้ง 3 สินค้าสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ดีได้เลย แต่หากต้องการเกาะแนวโน้มระยะสั้นโดยไม่ใช้ Margin อาจพิจารณา L&I ETFs โดยหากต้องการบริหารความเสี่ยงพอร์ตหุ้น (Hedge) อาจพิจารณา Inverse ETFs หรือ Short Futures ก็ได้ ดังนั้นการเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับ “กรอบเวลา” และ “เป้าหมาย” จะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ในระยะยาว
- กำหนดแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
ไม่ว่าผู้ลงทุนจะเลือกใช้เครื่องมือใด ควรกำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้อย่างชัดเจนเสมอ เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ขยายตัวจาก Leverage โดยเฉพาะผู้ใช้ฟิวเจอร์ส ซึ่งอาจขาดทุนเกินเงินหลักประกันเริ่มต้นได้ หัวใจสำคัญในการลงทุนตราสารที่มีอัตราทดคือการรักษาเงินต้นและการกระจายเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- หมั่นติดตามภาวะตลาดและปรับกลยุทธ์ให้ทันสถานการณ์
ตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจนเหมาะกับเครื่องมือ Leverage แต่ในตลาด Sideway หรือผันผวน การถือเครื่องมือเหล่านี้อาจให้ผลลบจาก “ค่าเสื่อมเวลา” หรือ “การ Reset รายวัน” ได้ ควรติดตามข่าวสาร เศรษฐกิจ และสัญญาณทางเทคนิค เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด
- ใช้ Leverage อย่างมีวินัย ไม่เกินกำลังรับความเสี่ยง
Leverage สามารถขยายกำไรได้มาก แต่ในทางกลับกันก็สามารถขยายขาดทุนได้เช่นกัน ผู้ลงทุนควรใช้ Leverage ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดพอร์ตและระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สรุป
เครื่องมืออย่าง L&I ETFs, DW และ TFEX ล้วนเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาตามการเติบโตของตลาดทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นสากลทั่วโลก ผู้ลงทุนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่ “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” เดินคู่กันเสมอ ความเข้าใจในโครงสร้าง การเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ และการมีวินัยบริหารความเสี่ยง คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างยั่งยืนและเติบโตอย่างมั่นคงได้ในทุกภาวะตลาด