จากร้านซูชิเล็กๆ ในโอซาก้าเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน สู่อาณาจักรซูชิระดับโลก Food & Life Companies (SUSHI23) คือเรื่องราวของการเติบโตที่ผสานความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่นเข้ากับวิสัยทัศน์ระดับสากล จากจานซูชิที่หมุนบนสายพานธรรมดา วันนี้แบรนด์ Sushiro กลายเป็นภาพจำของซูชิอร่อยในราคาที่เข้าถึงได้ ทั้งในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย
Food & Life Companies เป็นผู้ดำเนินการเชนร้านซูชิสายพานที่ใหญ่ที่สุด โดยบริหารแบรนด์ Sushiro, Kyotaru, Sugidama และอื่น ๆ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นสูงถึง 30% โดยธุรกิจ Japan Sushiro สร้างรายได้กว่า 65% ของรายได้รวม โดย Goldman Sachs วิเคราะห์ว่าบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.4 - 1.8 เท่าในระยะกลางถึงยาว สะท้อนศักยภาพการขยายตัวที่น่าจับตามอง
ในครัวของ Food & Life Companies มีระบบ AI ที่คาดการณ์ความต้องการจากข้อมูลกว่า 20,000 ล้านจานที่เสิร์ฟในอดีต ทำให้แม้แต่พนักงานพาร์ทไทม์ที่ไม่มีประสบการณ์สามารถเตรียมอาหารจำนวนมากได้อย่างมีมาตรฐานในเวลาสั้น หุ่นยนต์ทำซูชิสามารถทำซูชิได้ถึง 4,800 ชิ้นต่อชั่วโมง พร้อมระบบ auto-waiter ที่ส่งอาหารตรงถึงโต๊ะลูกค้าโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ความแตกต่างหลักคือการเน้นการเตรียมในร้าน (in-store preparation) ซึ่งทำให้ Sushiro ได้รับคะแนนรีวิวสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Kura Sushi และ Hama Sushi ที่ใช้ครัวกลาง และแม้จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง แต่ก็ยังสามารถเพิ่มทั้งจำนวนลูกค้าและยอดขายเฉลี่ยต่อคนได้พร้อมกัน อีกทั้ง นวัตกรรมอย่าง Digiro (Digital Sushiro Vision) ที่ฉายวิดีโอเลียนแบบสายพานบนหน้าจอดิจิทัลพร้อมเกมและความบันเทิง ช่วยเพิ่มยอดขายได้ถึง 10 - 20% หลังการติดตั้ง ระบบนี้ไม่เพียงสร้างความบันเทิงให้ลูกค้า แต่ยังช่วยลดอัตราการสูญเสียอาหารจากเดิมที่เคยสูงถึง 5% ลงมาเหลือไม่ถึง 2%
การจัดซื้อวัตถุดิบอย่างปลาบริหารโดยส่วนงาน Merchandise Division แบบรวมศูนย์ ไม่ได้ดำเนินการโดยแต่ละบริษัทในเครือในต่างประเทศ ยกเว้นจีนแผ่นดินใหญ่ (ที่จัดหา 80% ในท้องถิ่นเนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวด) Sushiro ใช้เครือข่ายการจัดซื้อเดียวกับธุรกิจในประเทศ ซึ่งบริษัทมีคู่ค้าถึงประมาณ 170 ราย รวมถึง Maruha Nichiro และ Kyokuyo และได้ทำสัญญาระยะกลางถึงยาว 1 - 3 ปี ช่วยให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากความผันผวนของราคาตลาด มีอำนาจต่อรองในการจัดซื้อปลาทั้งตัวเป็นจำนวนมากทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้จากทุกส่วน เช่น เนื้อปลาทูน่าแต่ละส่วนใช้ทำซูชิที่ Sushiro ส่วนหัวใช้ต้มที่ร้านแบรนด์ Misaki เนื้อรอบกระดูกสันหลังเสิร์ฟเป็นกับแอลกอฮอล์ที่ Sugidama และกระดูกใช้ทำน้ำซุปราเมน
ธุรกิจซูชิโระต่างประเทศคิดเป็น 25.6% ของรายได้รวม โดยดำเนินการในเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยทิศทางสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 26% ในปัจจุบันจนถึงเกือบครึ่งนึงของรายได้ในระยะยาว โดยตลาดต่างประเทศยังมีศักยภาพการบริโภคอาหารญี่ปุ่นที่สูงและการแข่งขันที่ไม่รุนแรงเท่าญี่ปุ่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเห็นร้านอาหาร Sushiro ที่มีลูกค้าเข้าคิวยาวมาก
แม้ยอดขายบริษัทในจีนเคยได้รับผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ แต่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยอดขายรวมเติบโตกว่า 80% โดยปัจจัยสำคัญคือ กลยุทธ์การทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ท้องถิ่น
โดยบัญชีทางการบน Xiaohongshu (RedNote) มีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน เหนือกว่าเชนซูชิอื่น ๆ และแม้แต่แบรนด์ต่างชาติที่ดำเนินการในจีนมานาน เช่น Uniqlo MUJI McDonald's นอกจากนี้ บริษัทยังปรับเมนูให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น เช่น ซูชิฟัวกราส์คาราเมล ซูชิเนื้อสุกี้ยากิ และซูชิเป็ดคาราเมล พร้อมเพิ่มความหลากหลายของเครื่องปรุงให้ลูกค้าปรับรสชาติได้เอง และเพิ่มเมนูย่างสำหรับลูกค้าที่ไม่ชอบอาหารดิบ
ทั้งนี้ จีนมียอดขายเพียง 6% ของยอดขายในญี่ปุ่น เทียบกับแบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ อย่าง Ryohin Keikaku (18%), Saizeriya (36%) และ Uniqlo (64%) แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อ Sushiro ยังไม่มีสาขาในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเมืองระดับ Tier 1 ที่ใหญ่ที่สุด และยังไม่มีสาขาใน 7 จาก 15 เมือง Tier 2
ธุรกิจในไทยก็มีแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งเช่นกัน โดยยอดขายดีไม่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงเมืองภูมิภาคและร้านขนาดเล็กด้วย ร้านแรกในเชียงใหม่ซึ่งเป็นสาขาแรกในภาคเหนือยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Uniqlo ที่มีกลุ่มลูกค้าคล้ายกัน (ระดับรายได้ปานกลางถึงสูง) Sushiro เปิดสาขาเพียง 7 จาก 26 จังหวัดที่ Uniqlo มีสาขา แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก จำนวนร้าน Sushiro ในไทย (36 สาขา) เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของ Uniqlo โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ได้ประมาณการว่าหากประชากรที่มีกำลังซื้อทานที่ร้านอาหาร Sushiro ปีละ 2 ครั้ง ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000 บาทต่อคน ตลาดที่อาจเข้าถึงได้ในไทยอยู่ที่ประมาณ 52,000 ล้านบาท ซึ่งยังมีพื้นที่เติบโตอีกมากสำหรับบริษัทนี้
รายได้จากฮ่องกง (รวม Sugidama) คิดเป็น 9% ของยอดขายรวม โดยบริษัทมียอดขายต่อสาขาต่อปีสูงถึง 1,000 ล้านบาท (เทียบกับประมาณ 400 ล้านบาทในญี่ปุ่น) ไม่มีคู่แข่งที่มีรูปแบบการดำเนินงานเหมือนกัน เนื่องจาก Genki Sushi และ Sushi Express ที่มีสาขามากกว่าเป็นแบบแฟรนไชส์และปรับเมนูให้เข้ากับท้องถิ่นมากกว่า
นอกจากธุรกิจซูชิสายพานหลักแล้ว บริษัทยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่เสริมความแข็งแกร่ง ได้แก่ Kyotaru (6.6% ของรายได้) ซูชิระดับพรีเมียมและอาหารพร้อมรับประทาน (takeout sushi) ผ่านแบรนด์ Kyotaru, Kaiten Sushi Misaki และ Kaisen Misakiko เน้นคุณภาพและฝีมือของเชฟซูชิ รวมถึงการให้บริการลูกค้าระดับบนและกลุ่มองค์กร และ Sugidama (1.9% ของรายได้): ร้านอิซากายะซูชิที่ผสมผสานบรรยากาศการดื่มกับอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ทำหน้าที่เป็น innovation arm เพื่อทดสอบแนวทางธุรกิจใหม่ ซึ่งการมีแบรนด์ที่หลากหลายช่วยกระจายความเสี่ยงและขยายฐานลูกค้าตั้งแต่ตลาดแมสไปสู่ตลาดพรีเมียม
Food & Life Companies นำเสนอโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจผ่านการผสานจุดแข็งหลายด้านเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ความเป็นผู้นำตลาดซูชิสายพานในญี่ปุ่นด้วยส่วนแบ่งตลาดที่สูงไปจนถึงระบบอัตโนมัติและการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ที่สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและคุณภาพ นวัตกรรมอย่าง Digiro ไม่เพียงเพิ่มยอดขายได้ แต่ยังลดการสูญเสียอาหารให้เหลือน้อยมาก ที่สำคัญกว่านั้น บริษัทกำลังอยู่ในเส้นทางการเติบโตระดับโลกอย่างชัดเจน โดยตลาดสำคัญอย่างจีนที่มียอดขายเพียง 6% เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอื่นทำได้ถึง 18 - 64% แสดงให้เห็นพื้นที่เติบโตมหาศาล อีกทั้ง การมีแบรนด์ที่หลากหลาย มีเครือข่ายที่กว้างขวางใน 10 ประเทศ ช่วยกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่ม และทำให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านการจัดซื้อ รวมทั้งบริหารความเสี่ยงตลาดที่ดีกว่าคู่แข่ง
สำหรับนักลงทุนไทยสามารถลงทุนใน Food & Life Companies ผ่าน DR SUSHI23 ที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงหุ้นบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นได้สะดวกผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของผู้นำอุตสาหกรรมซูชิสายพานที่กำลังขยายอาณาจักรไปทั่วโลก พร้อมรับผลตอบแทนจากการขยายตัวของวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในเอเชียและทั่วโลก
หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับนักลงทุนมือใหม่และผู้ที่สนใจ เรียนรู้พื้นฐานการลงทุนใน DR ตลอดจนวิธีการซื้อขาย และกลยุทธ์ลงทุนใน DR สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “ลงทุน DR ฉบับมือใหม่” ฟรี
นอกจากนี้หากต้องการเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศสำหรับมือใหม่ เข้าใจทั้งขั้นตอน กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และภาษี เพื่อคว้าโอกาสสร้างพอร์ตที่แข็งแกร่ง ศึกษาฟรีได้แล้ววันนี้ กับ เรื่องต้องรู้สำหรับมือใหม่ที่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ
