ปัจจุบันตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับคลื่นความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ซึ่งถูกแรงกดดันจากสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ นั่นคือ ในช่วงที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงปิดทำการ (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อนานถึง 43 วัน (หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กลับมาเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568)
ผลกระทบทางตรงของวิกฤตินี้คือ การขาดแคลนข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของภาครัฐ เมื่อไม่มีข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ เช่น ตัวเลขการว่างงาน ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) หรือข้อมูลเงินเฟ้อที่เชื่อถือได้ ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนจึงเปรียบเทียบสถานการณ์ของ Fed ว่าเสมือนการทำงานของคนตาบอด ที่ต้องตัดสินใจเชิงนโยบายโดยปราศจากข้อเท็จจริงสำคัญรองรับ
ส่งผลให้ความคาดหวังของตลาดต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ในรอบเดือนธันวาคม (วันที่ 10 ธันวาคม) จึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยมีความมั่นใจอย่างมากที่ระดับ 94% ปรับลดลงต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่นักลงทุนรายย่อยต้องพิจารณาคือ Fed จะตัดสินใจอย่างไรภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจนี้ และนักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไรเพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ทั้งสองด้าน
ความสามารถในการลดดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงเดือนธันวาคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของ Fed เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการกลับมาเปิดทำการของรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ PIMCO พบว่า หาก Fed ต้องการมีข้อมูลเพียงพอในการพิจารณาลดดอกเบี้ยในวันที่ 10 ธันวาคมปี 2568 คณะทำงานของรัฐบาลต้องสามารถกลับมาทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ (เช่น การว่างงาน, PMI, เงินเฟ้อ) ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน ก่อน Fed จะประชุมในวันที่ 10 ธันวาคมปีนี้
หาก Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้ ความคาดหวังของตลาดจะถูกเลื่อนไปสู่เดือนมกราคมปี 2569 แทน โดยมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 52% อย่างไรก็ตาม ตลาดได้เทน้ำหนักไปที่ความเป็นไปได้ที่ Fed จะต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่จะไม่ลด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ พบหลักฐานที่สนับสนุนสถานการณ์ที่ 2 อย่างชัดเจน ดังนี้
ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงหลังที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกาเริ่มดูทรงจะชะลอตัว จากตัวเลขต่าง ๆ เช่น รายงานจาก ADP (Automatic Data Processing) หรือรายงานดัชนีแนวโน้มการเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) ล้วนบ่งชี้ถึงกระบวนการชะลอตัวของการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขแรกของการลดดอกเบี้ย
เมื่อผู้ส่งออกยอมรับภาระต้นทุนดังกล่าวด้วยตัวเอง ทำให้ราคาขายหน้าร้าน (Consumer Price) หรืออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา จึงไม่มีปัจจัยที่จะกลับมาร้อนแรงในระยะยาว
นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยแล้ว Fed ยังได้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นผ่านการ หยุดทำ Quantitative Tightening (QT) หมายความว่า Fed ได้เข้าสู่โหมดที่ไม่ตึงตัวแล้ว คือ ไม่มีการดูดซับสินทรัพย์หรือสภาพคล่องออกจากระบบอีกต่อไป แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ความเป็นไปได้ที่ Fed อาจจะหันกลับไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Targeted QE หรือ QE
โดยปัจจุบัน Fed อาจมองว่าการลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเพราะเงินเฟ้อยังพอควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม Fed เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างของอัตราดอกเบี้ย ได้แก่
สาเหตุที่ดอกเบี้ยระยะยาวไม่ยอมลง เป็นเพราะความกังวลของตลาดต่อภาวะเงินเฟ้อ และความกังวลว่ามูลค่าของเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ซึ่งดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงนี้เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ลดลง
สำหรับการใช้ Targeted QE (QE เฉพาะจุด) Fed สามารถเลือกที่จะทำการผ่อนคลายในเชิงเฉพาะบางช่วงของ Curve ได้ แทนที่จะลดดอกเบี้ยโดยรวม ซึ่ง Fed อาจใช้มาตรการซื้อพันธบัตรตัวยาว (Long Dated Bonds) เพื่อผ่อนคลายสภาพคล่องในส่วนนั้นโดยเฉพาะ โดยมีข้อดี ดังนี้
ดังนั้น การทำ QE เฉพาะจุดจึงเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ Fed สามารถใช้เพื่อบริหารจัดการต้นทุนการเงินของรัฐบาลและทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น
แม้ว่าตลาดจะยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีและความเสี่ยงของฟองสบู่ แต่คำแนะนำหลักสำหรับนักลงทุนรายย่อยยังคงเป็น Stay Invest หรือคงการลงทุนต่อไป
ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์จาก Wellington แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการกลับมาปรับลดดอกเบี้ยของ Fed นั้น ดีต่อหุ้นเสมอ ไม่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในภาวะถดถอย (Recession) หรือไม่ก็ตาม โดยในการลดดอกเบี้ยรอบแรก (นับจากเดือนกันยายน) หุ้นสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 15% ในช่วง 1 ปีหลังจากนั้น
ถึงแม้ว่าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หุ้นมีการปรับตัวลดลงและนักลงทุนบางส่วนกังวลว่านี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะฟองสบู่ที่กำลังจะแตก อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ระบุว่าการปรับตัวลดลงนี้เป็นเพียงความผิดหวังแบบเบา ๆ สาเหตุไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้าย แต่เกิดจากการที่ตลาดเริ่มตระหนักว่า
ดังนั้น การปรับฐานครั้งนี้จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่และไม่ถือว่าเป็นการจบรอบของตลาดขาขึ้น
ปัจจัยหนึ่งในความกังวลหลักของตลาดคือ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center นักลงทุนหลายคนตั้งคำถามว่านี่คือการเกิดฟองสบู่ AI ซ้ำรอยวิกฤติ Dot-com Bubble ในช่วงปี 2000 หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยว่าหุ้นในปัจจุบันแพง แต่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญของนวัตกรรมในรอบนี้
การเคลื่อนไหวของนวัตกรรมค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไป แม้มีการระดมทุน การกู้ยืมและการใช้ตราสารหนี้ แต่การสร้างผลตอบแทนมักต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะบรรลุจุดสมดุล
ดังนั้น การลงทุนล่วงหน้าในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะถูกนำไปใช้ประโยชน์และสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่าที่คาดหวังไว้ จึงไม่จำเป็นต้องรอนาน เหมือนในอดีตกว่าที่ Demand (อุปสงค์) จะกลับขึ้นมาสมดุลกับ Supply (อุปทาน) หมายความว่า แม้ราคาหุ้นจะสะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปแล้ว แต่การเติบโตของรายได้ (Earnings Growth) มีโอกาสที่จะตามมาได้ทันในระยะเวลาที่สั้นลง เมื่อเทียบกับวิกฤติฟองสบู่ในอดีต
สภาพคล่องยังคงอยู่ในระบบ (จากการหยุด QT) และแรงจูงใจในการผ่อนคลายนโยบายการเงินก็มีสูง ในยุคที่นวัตกรรม AI เคลื่อนที่เร็วกว่าที่เคยเป็นมา การกังวลเรื่อง Valuation อาจเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ถอนตัวออกจากตลาดโดยสิ้นเชิง
หากต้องการเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศสำหรับมือใหม่ เข้าใจทั้งขั้นตอน กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และภาษี เพื่อคว้าโอกาสสร้างพอร์ตที่แข็งแกร่ง ศึกษาฟรีได้แล้ววันนี้ กับ เรื่องต้องรู้สำหรับมือใหม่ที่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ
นอกจากนี้หากต้องการเรียนรู้แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่มีผลต่อการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเจาะลึกเทคนิคในการจับจังหวะเปลี่ยนกลุ่มลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Sector Rotation” ฟรี!
