ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน ความเสี่ยงนานัปการที่ประเทศไทยต้องเจอ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ด้าน ESG นักลงทุนที่เพิ่มเลนส์ ESG ในการคัดกรองบริษัทประกอบการตัดสินใจลงทุน มีโอกาสค้นพบบริษัทที่บริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อเป็นตัวอย่างธุรกิจที่รับมือกับความเสี่ยงและปรับตัวสู่โอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่าการผนวกเรื่อง ESG ในกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่เพียง “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็น “การลงทุนในอนาคต” เพราะไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านการลงทุน แต่ยังนำไปสู่โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวสำหรับพอร์ตการลงทุน
ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายมิติจากในและต่างประเทศ ทั้งจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ อีกทั้งยังมีภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมายาวนาน นักลงทุนหลายคนอาจเกิดความกังวลต่อความไม่แน่นอนและไม่กล้าไปต่อ แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า ESG (Environmental, Social, and Governance) สามารถเป็น "เข็มทิศ" ชี้ทางให้นักลงทุนค้นพบบริษัทที่มีศักยภาพในการปรับตัว เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
สถานการณ์ความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
หากเราลองพิจารณาความเสี่ยงใหญ่ ๆ ที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญอยู่ ก็พอจะแบ่งออกเป็น 2 เรื่องหลักดังนี้
เศรษฐกิจชะลอตัว ดอกเบี้ยขาลง และเงินบาทแข็ง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า ช่วงปี 2568 ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐที่เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของประเทศ ภาคการท่องเที่ยวอยู่ในช่วงทยอยฟื้นตัว สินเชื่อภาพรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อยังคงเปราะบาง ควรใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับต่ำ เพื่อพยุงการฟื้นตัวและกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทก็แข็งค่าต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ สถานการณ์เหล่านี้สร้างโจทย์ใหญ่ให้นักลงทุนต้องประเมินอย่างรอบคอบกฎเกณฑ์ด้าน ESG ที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ แรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลมากขึ้นอย่างเช่น การรายงานทางการเงินระหว่างประเทศอย่าง IFRS S1 และ S2 หรือกฎหมายเกี่ยวกับสภาพอากาศที่กำลังจะออกอย่าง พ.ร.บ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวโน้มภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งเป็นความท้าทายทางการค้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากภาคธุรกิจไม่ปรับกระบวนการดำเนินงานและกลยุทธ์เพื่อรับมือก็อาจกระทบต้นทุนทางธุรกิจโดยตรงได้จากความเสี่ยงมากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นความเสี่ยง ESG ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ นักลงทุนอาจรู้สึกว่าหนทางการลงทุนในปัจจุบันเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่นักลงทุนสามารถใช้เลนส์ ESG เพื่อเป็นเข็มทิศในการช่วยวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงและโอกาส และตัดสินใจลงทุนได้
ESG คือเข็มทิศนำทางโอกาสลงทุนให้นักลงทุนในช่วงภาวะผันผวน
ในสภาวะตลาดที่ผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน นักลงทุนที่พิจารณาเพียงข้อมูลบริษัท ตัวเลขงบการเงินบรรทัดสุดท้ายอาจไม่พออีกต่อไป ต้องผนวกมุมมองด้าน ESG ในการตัดสินใจลงทุนไปพร้อมกันด้วย เพราะตัวเลขงบการเงินสะท้อนสุขภาพทางการเงินและผลประกอบการในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ ESG เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในอนาคตของธุรกิจ ดังนั้นบริษัทที่บูรณาการ ESG ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขัน มีการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเหล่านี้จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า
ข้อมูลจาก MSCI ชี้ว่าบริษัทที่มีคะแนน ESG สูง จะมีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ของบริษัทต่ำกว่า โดยบริษัทที่มีคะแนน ESG สูงสุด จะมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 6.16% ซึ่งต่ำกว่าบริษัทที่มีคะแนน ESG ต่ำสุด 20% ถึง 0.40% สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนช่วยลดความเสี่ยงในสายตาของนักลงทุนและสถาบันการเงิน ถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในระยะยาว
มาดูตัวอย่างธุรกิจจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจสินเชื่อ ที่บริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสจากเรื่อง ESG ท่ามกลางกระแสความท้าทายกัน
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกวันนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะถือเป็นธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง มีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่บริษัทต้องรับมือ เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ Carbon Tax เป็นต้น หลายบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง และกำลังเร่งปรับตัวโดยนำแนวทาง ESG มาใช้เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว มาดูตัวอย่างบริษัทที่นำ ESG มาปรับใช้รับมือกับความเสี่ยงได้อย่างน่าสนใจกัน
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ “CPN” (SET ESG Ratings ปี 2568: AAA) ระดมทุนผ่าน Green Bond ลดต้นทุนดอกเบี้ย: เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกรายแรกของไทย ที่นำร่องระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เพื่อใช้ในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังระดมทุนเพื่อความยั่งยืนคิดเป็นวงเงินกว่า 33% ของเงินกู้ยืมทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจากการระดมทุนได้กว่า 0.1-0.2%มุ่งมั่นลด GHG รับมือกับ Climate Change: บริษัทฯ ตอบรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งสินค้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาศูนย์การค้ากว่า 80% ทั่วประเทศ รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 50,000 ไร่ และตั้งเป้าลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ 30% ภายในปี 2573ก
ารดำเนินงานด้าน ESG เหล่านี้ ไม่เพียงช่วยให้ CPN เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและลดต้นทุนในระยะยาวได้เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 38,707 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 53,850 ล้านบาทในปี 2567 (เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 40%) รวมถึงราคาหุ้นที่แสดงความแข็งแกร่งในตลาดอย่างชัดเจน หากเทียบกับราคาหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าตลาดใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถช่วยให้นักลงทุนสร้างผลตอบแทนทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม
ธุรกิจสินเชื่อ (Non-Bank) ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยความเสี่ยงที่สะท้อนได้ค่อนข้างดีคือหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบุคคลและจำนำทะเบียนรถยนต์ จึงเผชิญความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL (Non Performance Loan) ที่อาจเพิ่มขึ้น แม้เป็นกลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลับน่าจับตามอง เพราะสะท้อนกำลังซื้อภาคครัวเรือนได้ดี ดังนั้นความรับผิดชอบต่อสังคมในการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ (Responsible Lending) กลายเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ ไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว (over-indebtedness) การสนับสนุนความรู้ทางการเงิน (financial literacy) แก่ลูกค้าที่เปราะบาง และการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม โปร่งใส เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียเชิงโครงสร้าง มาดูตัวอย่างบริษัทที่นำ ESG มาปรับใช้รับมือกับความเสี่ยงได้อย่างน่าสนใจกัน
บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC (SET ESG Ratings ปี 2568: AA) ขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงบริการทางการเงินและ Social Bond: บริษัทเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลและพัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่อตลอดห่วงโซ่ของกิจการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้า ผ่านการระดมทุนด้วย Social Bond กว่า 11,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย สร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งหนุนยอดสินเชื่อคงค้างปี 2567 เติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนบริหารความเสี่ยงหนี้เสียแบบเชิงรุก: ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวธุรกิจสินเชื่อมีความเสี่ยงลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ และอาจกลายเป็นหนี้เสีย แต่บริษัทฯ มีการบริหารความเสี่ยงโดยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ ชะลอการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าเสี่ยงสูง รวมถึงการขายหนี้เสียเพื่อโอนความเสี่ยงการจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ส่งผลให้อัตรา NPL Ratio ปี 2567 อยู่ที่ 2.75% ต่ำกว่าเป้าที่ 3.5% อย่างมีนัยสำคัญกระจายแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน : เพื่อความมั่นคงในระยะยาว บริษัทกระจายแหล่งเงินทุนอย่างหลากหลาย ทั้งจากสถาบันการเงินในและต่างประเทศ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ยั่งยืนอย่าง Social Bond ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแหล่งทุนเดียว และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขยายธุรกิจจะเห็นได้ว่าบริษัทมีการผนวกเรื่อง ESG ในการดำเนินธุรกิจผ่านการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการหนี้เพื่อลดโอกาสหนี้เสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และในอีกมุมหนึ่งการที่บริษัทคำนึงถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินของชุมชนถือว่าเป็นโอกาส และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ MTC มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นราว 15% จาก 20,068 ล้านบาทในปี 2565 สู่ 27,902 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลกำไรควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และยังส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่มั่นคงถือเป็นการพิสูจน์ว่า
การลงทุนใน ESG ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ภาวะเศรษฐกิจผันผวน กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ความเสี่ยงที่รุมเร้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ทุจริต คอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้น นักลงทุนอาจรู้สึกว่าการหาโอกาสในการลงทุนนั้นยากลำบาก แต่หากลองเพิ่มเลนส์ ESG คัดกรองในพอร์ตการลงทุน จะช่วยเป็นเข็มทิศ ให้นักลงทุนสามารถมองเห็นบริษัทที่ปรับตัวและรับมือกับความท้าทายได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน แม้ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตให้พอร์ตของเราได้ด้วย
หมายเหตุ:
- บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
- อัพเดทข้อมูล SET ESG Ratings ณ วันที่ 8 ม.ค. 2569
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ลงทุน
esg
ดอกเบี้ยขาลง
ลดความเสี่ยง
ความเสี่ยง
ให้คะแนนเนื้อหานี้กี่คะแนน