ในยุคที่การลงทุนมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น การจัดพอร์ตแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำแนวคิด "3 Layers Portfolio Allocation" ผ่านการเสวนา "หัวข้อ "เทคนิคบริหารพอร์ตหุ้น: ด้วยอนุพันธ์แบบมือโปร" ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Core Portfolio หรือพอร์ตลงทุนส่วนหลักที่มีสัดส่วน 60% และ Satellite Portfolio หรือพอร์ตลงทุนส่วนเสริมที่มีสัดส่วน 40% ของพอร์ตรวม
ในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบการจัดพอร์ตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแยกส่วน Satellite ออกเป็น 2 ส่วนย่อย ได้แก่ Opportunity ที่มีสัดส่วน 30% และ Optional ที่มีสัดส่วน 10% ส่งผลให้การจัดสรรเงินลงทุนโดยรวมแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย
การจัดสัดส่วนทั้ง 3 Layers ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ รายได้ หนี้สิน เป้าหมายการลงทุน และประสบการณ์
พอร์ตหลักคือรากฐานของการลงทุนทั้งหมด มีวัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เช่น หุ้นพื้นฐานดี หุ้นปันผล และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนนี้ควรใช้เงินประมาณ 60% ของพอร์ตทั้งหมด และขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ สินทรัพย์ที่เหมาะสมกับ Core Portfolio ได้แก่
กลยุทธ์สำหรับ Core Portfolio คือ Buy and Hold หรือซื้อและถือไว้ระยะยาว ไม่ต้องติดตามตลาดทุกวัน เพียงแค่ทำการ Rebalance หรือปรับสัดส่วนกลับคืนสู่เป้าหมายปีละ 1-2 ครั้ง เมื่อสัดส่วนของสินทรัพย์บางตัวเปลี่ยนแปลงไปมากเกินไปจากแผนเดิม
พอร์ตลงทุนส่วนเสริมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าตลาดโดยรวม ส่วนนี้ควรใช้เงินประมาณ 30% ของพอร์ตทั้งหมด เน้นการลงทุนในธีมการลงทุนที่กำลังโดดเด่นและมีโอกาสเติบโตสูง เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และการนำ AI มาใช้
กลยุทธ์สำหรับ Opportunity Portfolio คือการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนตามสภาวะตลาด เช่น เมื่อตลาดขาขึ้นให้เพิ่มน้ำหนักหุ้น Growth และ Cyclical Stocks แต่เมื่อตลาดขาลงให้ลดน้ำหนักลงและเพิ่มเงินสดหรือหุ้น Defensive แทน ควรทบทวนและปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน หรือเมื่อมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ชัดเจน
พอร์ตนี้คือส่วนที่ใช้จับจังหวะตลาดระยะสั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไรจาก Momentum ของตลาด ส่วนนี้ควรใช้เงินเพียง 10% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้น เพราะมีความเสี่ยงสูง เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวต่างจากตลาดหลัก เช่น ทองคำ ค่าเงิน FX และ Private Equity
กลยุทธ์สำหรับ Optional Portfolio คือ ต้องมีการตั้ง Stop Loss ที่ชัดเจน เช่น ขาดทุน 5-10% ก็ต้องตัดขาดทุนทันที ไม่ควรปล่อยให้ขาดทุนลุกลามจนกระทบต่อพอร์ตทั้งหมด และต้องระวังอย่าให้เงินส่วนนี้บวมเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้
การแบ่งพอร์ตออกเป็นสามส่วนช่วยกระจายความเสี่ยง ทำให้พอร์ตมีความมั่นคงมากขึ้น
การมีส่วนที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีโอกาสทำกำไรสูง ช่วยให้สามารถจับจังหวะตลาดได้ดีขึ้น
การจัดพอร์ตแบบนี้ช่วยให้นักลงทุนมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ทำให้สามารถนอนหลับสบายใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าแม้ส่วนหนึ่งของพอร์ตจะขาดทุน แต่ส่วนอื่นยังคงมั่นคงอยู่
การจัดพอร์ตแบบ 3 Layers เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกระดับ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสทำกำไร โดยสัดส่วนการลงทุนสามารถปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน
ในยุคที่การลงทุนเต็มไปด้วยความท้าทาย การรู้จักใช้ “อนุพันธ์” อย่างชาญฉลาดไม่เพียงช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ อยากรู้เคล็ดลับการใช้อนุพันธ์แบบมือโปร สามารถรับชมการเสวนาย้อนหลัง หัวข้อ "เทคนิคบริหารพอร์ตหุ้น: ด้วยอนุพันธ์แบบมือโปร" ได้ที่นี่

