จัดพอร์ตลงทุนยุคใหม่ด้วย 3 Layers Portfolio Allocation

โดย ขนิษฐา แสงสุริย์ ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
3 Min Read
4 พฤศจิกายน 2568
2.175k views
TSI-Article-718-Inv-3-layer-portfolio-allocation-guide-Thumbnail
Highlights
  • การจัดพอร์ตแบบ 3 Layers คือการแยกเงินลงทุนตามวัตถุประสงค์ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสทำกำไร

  • การจัดพอร์ตลงทุนแบบ 3 Layers นั้นคือ 60% สำหรับ Core Portfolio เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐาน 30% สำหรับ Opportunity Portfolio เน้นธีมเติบโตสูง และ 10% สำหรับ Optional Portfolio ทำกำไรระยะสั้นในสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวต่างจากตลาด ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

ในยุคที่การลงทุนมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น การจัดพอร์ตแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำแนวคิด "3 Layers Portfolio Allocation" ผ่านการเสวนา "หัวข้อ "เทคนิคบริหารพอร์ตหุ้น: ด้วยอนุพันธ์แบบมือโปร" ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3 Layers Portfolio คืออะไร

การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Core Portfolio หรือพอร์ตลงทุนส่วนหลักที่มีสัดส่วน 60% และ Satellite Portfolio หรือพอร์ตลงทุนส่วนเสริมที่มีสัดส่วน 40% ของพอร์ตรวม

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบการจัดพอร์ตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแยกส่วน Satellite ออกเป็น 2 ส่วนย่อย ได้แก่ Opportunity ที่มีสัดส่วน 30% และ Optional ที่มีสัดส่วน 10% ส่งผลให้การจัดสรรเงินลงทุนโดยรวมแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย

  • Layer 1: Core Portfolio (60%) เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง
  • Layer 2: Opportunity Portfolio (30%) เน้นการลงทุนในธีมที่มีการเติบโตสูง
  • Layer 3: Optional Portfolio (10%) จับจังหวะทำกำไรระยะสั้น

การจัดสัดส่วนทั้ง 3 Layers ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ รายได้ หนี้สิน เป้าหมายการลงทุน และประสบการณ์

เทคนิคการบริหารพอร์ตแบบมืออาชีพด้วย 3 Layers

TSI-Article-718-Inv-3-layer-portfolio-management-strategy

Layer 1: Core Portfolio พอร์ตหลักที่สร้างความมั่นคงระยะยาว

พอร์ตหลักคือรากฐานของการลงทุนทั้งหมด มีวัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เช่น หุ้นพื้นฐานดี หุ้นปันผล และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนนี้ควรใช้เงินประมาณ 60% ของพอร์ตทั้งหมด และขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ สินทรัพย์ที่เหมาะสมกับ Core Portfolio ได้แก่

  • หุ้นพื้นฐานดี: หุ้นของบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีรายได้และกำไรที่มั่นคง เช่น หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงตลอดเวลา
  • หุ้นปันผลดี: หุ้นของบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำให้กับนักลงทุน
  • โครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีความมั่นคงและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

 

กลยุทธ์สำหรับ Core Portfolio คือ Buy and Hold หรือซื้อและถือไว้ระยะยาว ไม่ต้องติดตามตลาดทุกวัน เพียงแค่ทำการ Rebalance หรือปรับสัดส่วนกลับคืนสู่เป้าหมายปีละ 1-2 ครั้ง เมื่อสัดส่วนของสินทรัพย์บางตัวเปลี่ยนแปลงไปมากเกินไปจากแผนเดิม

Layer 2: Opportunity Portfolio พอร์ตเสริมเพื่อโอกาสผลตอบแทนที่โดดเด่น

พอร์ตลงทุนส่วนเสริมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าตลาดโดยรวม ส่วนนี้ควรใช้เงินประมาณ 30% ของพอร์ตทั้งหมด เน้นการลงทุนในธีมการลงทุนที่กำลังโดดเด่นและมีโอกาสเติบโตสูง เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และการนำ AI มาใช้

  • Tech Stocks: หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง เช่น บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือมีนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน
  • Clean Energy: การลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต
  • EV (Electric Vehicles): หุ้นของบริษัทที่ผลิตและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน
  • AI Adoption: การลงทุนในบริษัทที่นำ AI มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง

 

กลยุทธ์สำหรับ Opportunity Portfolio คือการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนตามสภาวะตลาด เช่น เมื่อตลาดขาขึ้นให้เพิ่มน้ำหนักหุ้น Growth และ Cyclical Stocks แต่เมื่อตลาดขาลงให้ลดน้ำหนักลงและเพิ่มเงินสดหรือหุ้น Defensive แทน ควรทบทวนและปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน หรือเมื่อมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ชัดเจน 

Layer 3: Optional Portfolio พอร์ตเสริมเพื่อจับจังหวะตลาดระยะสั้น

พอร์ตนี้คือส่วนที่ใช้จับจังหวะตลาดระยะสั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไรจาก Momentum ของตลาด ส่วนนี้ควรใช้เงินเพียง 10% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้น เพราะมีความเสี่ยงสูง เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวต่างจากตลาดหลัก เช่น ทองคำ ค่าเงิน FX และ Private Equity

  • ทองคำ: การลงทุนในทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและเป็นที่นิยมในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
  • ค่าเงิน FX: การลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน
  • Private Equity: การลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูง
  • อนุพันธ์ (Derivatives): เป็นเครื่องมือ Hedging ความเสี่ยงเมื่อตลาดผันผวน หรือใช้ Leverage เพื่อเพิ่มผลตอบแทนเมื่อเห็น Trend ขาขึ้น

 

กลยุทธ์สำหรับ Optional Portfolio คือ ต้องมีการตั้ง Stop Loss ที่ชัดเจน เช่น ขาดทุน 5-10% ก็ต้องตัดขาดทุนทันที ไม่ควรปล่อยให้ขาดทุนลุกลามจนกระทบต่อพอร์ตทั้งหมด และต้องระวังอย่าให้เงินส่วนนี้บวมเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้



เนื้อหานี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดพอร์ตแบบ 3 Layers

• ลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต

การแบ่งพอร์ตออกเป็นสามส่วนช่วยกระจายความเสี่ยง ทำให้พอร์ตมีความมั่นคงมากขึ้น

• เพิ่มโอกาสทำกำไรจากการจับจังหวะตลาด

การมีส่วนที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีโอกาสทำกำไรสูง ช่วยให้สามารถจับจังหวะตลาดได้ดีขึ้น

• แผนที่ชัดเจนในการบริหารเงินลงทุน

การจัดพอร์ตแบบนี้ช่วยให้นักลงทุนมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ทำให้สามารถนอนหลับสบายใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าแม้ส่วนหนึ่งของพอร์ตจะขาดทุน แต่ส่วนอื่นยังคงมั่นคงอยู่


การจัดพอร์ตแบบ 3 Layers เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกระดับ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสทำกำไร โดยสัดส่วนการลงทุนสามารถปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน

 

ในยุคที่การลงทุนเต็มไปด้วยความท้าทาย การรู้จักใช้ “อนุพันธ์” อย่างชาญฉลาดไม่เพียงช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ อยากรู้เคล็ดลับการใช้อนุพันธ์แบบมือโปร สามารถรับชมการเสวนาย้อนหลัง หัวข้อ "เทคนิคบริหารพอร์ตหุ้น: ด้วยอนุพันธ์แบบมือโปร" ได้ที่นี่

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน