กลยุทธ์ใช้ SET50 Futures และ Put Options รับมือตลาดผันผวน

โดย ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล.อินโนเวสท์ เอกซ์
3 Min Read
24 ตุลาคม 2568
1.503k views
TSI-Article-715-Inv-set50-futures-put-options-volatility-strategy
Highlights
  • ตลาดผันผวน คือ โอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน การรู้จักใช้ SET50 Futures เพื่อ “กันชน” พอร์ตเชิงรุก หรือเลือก SET50 Put Options เพื่อ “ประกัน” พอร์ตเชิงรับ คือทักษะที่นักลงทุนยุคใหม่ควรมี

  • Futures ต้องวางหลักประกันและอาจเรียกเพิ่มหากตลาดสวนทาง เหมาะสำหรับผู้มีประสบการณ์และใช้ Short ระยะสั้น ส่วน Put Options จ่ายเบี้ยครั้งเดียวโดยไม่มีภาระเพิ่มเติม เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่หรือใช้ป้องกันความเสี่ยงระยะยาว

  • การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงพอร์ต กรอบเวลาที่คาดว่าจะผันผวน สัดส่วนการป้องกัน และต้นทุนที่เหมาะสม

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาอยู่ในภาวะจับตาและระวังตัวอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับมาใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน โดยขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% ซึ่งเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจอาจกลับมาปะทุอีกระลอก หลังจากที่ดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราวในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ แรงกระเพื่อมจากสงครามการค้าไม่ได้กระทบเฉพาะสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างไทยด้วย เพราะความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจกดดันต่อการค้า การส่งออก และกระแสเงินทุนต่างชาติที่เคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย

จับตาทีมเศรษฐกิจใหม่ ผนึกกำลังสู้ความผันผวนโลก

ตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ดูจะแตกต่างจากในอดีตอยู่บ้าง นักลงทุนในประเทศจำนวนมากเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยขึ้นไม่มากก็น้อย หลังการเข้ามาทำงานของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร ก็มีจุดยืนชัดเจนในด้านการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการประสานสอดคล้องกับนโยบายการคลัง

 

ด้วยเหตุนี้ การประสานงานของ 2 หน่วยงานหลักนี้จึงเป็นที่คาดหวังว่า จะช่วยเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น-กลาง ขณะเดียวกันก็อาจกระตุ้นให้เงินทุนบางส่วนไหลกลับมายังตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Domestic Play เช่น กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ แต่ถึงแม้ภาพเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มสดใสขึ้น ความเสี่ยงจากภายนอกประเทศก็ยังไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะปัจจัยจากสหรัฐฯ จีน และทิศทางดอกเบี้ยโลก ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตลาดผันผวนได้ในเวลาอันสั้น

ทำไมถึงควร “ป้องกันความเสี่ยง” ของพอร์ต

สำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป การลงทุนในหุ้นอาจสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดี แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นสามารถปรับตัวลงได้แรงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ข่าวสงครามการค้า การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เป็นต้น ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จึงเป็นแนวทางสำคัญที่นักลงทุนระดับมืออาชีพนิยมใช้เพื่อรักษามูลค่าพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยในตลาดหุ้นไทย เครื่องมือที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายที่สุด คือ SET50 Index Futures และ SET50 Index Options (โดยเฉพาะฝั่ง Put Options)

SET50 Index Futures ป้องกันพอร์ตด้วยการขายล่วงหน้า

SET50 Futures คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมหุ้นใหญ่ของไทย 50 ตัวแรกตามมูลค่าตลาด โดยกลไกของสัญญา Futures คือ การตกลงซื้อหรือขายดัชนีในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยกำหนดวันหมดอายุในอนาคต เช่น เดือนใกล้ (เช่น S50Z25 คือหมดอายุเดือนธันวาคม 2025) โดยสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้วในพอร์ต การใช้ SET50 Futures ฝั่ง Short (ขายล่วงหน้า) ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนของพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง

สมมตินักลงทุนมีพอร์ตหุ้นไทยมูลค่า 1 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่ม SET50 หากกังวลว่าตลาดอาจปรับฐานลงในระยะสั้น นักลงทุนสามารถเปิดสถานะ Short SET50 Futures ได้จำนวนหนึ่ง เพื่อชดเชยผลขาดทุนในกรณีที่ดัชนี SET50 ปรับตัวลงจริง

  • ถ้า SET50 ลงจริง จะกำไรจากการ Short Futures จะมาชดเชยขาดทุนของหุ้น
  • ถ้า SET50 ไม่ลง (หรือขึ้นต่อ) อาจขาดทุนจากการ Short Futures บ้าง แต่พอร์ตหุ้นจะได้กำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้นแทน

 

กล่าวคือ Futures ทำหน้าที่คล้ายกับกันชนให้พอร์ตในช่วงตลาดผันผวน จึงเป็นเครื่องมือป้องกันเชิงรุก (Active Hedge) เนื่องจากนักลงทุนควรต้องติดตามตลาดต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกใช้ Futures เพื่อเก็งกำไรได้เช่นกัน เพราะใช้เงินวางหลักประกันเพียงประมาณ 6 - 10% ของมูลค่าสัญญา จึงมี Leverage ที่สูงกว่า

SET50 Put Options ประกันพอร์ตที่จ่ายเบี้ยแล้วจบ

หากเปรียบ SET50 Futures เป็นกันชน SET50 Put Options ก็เปรียบเสมือนประกันพอร์ต กล่าวคือ SET50 Put Options คือสิทธิ์ในการขายดัชนี SET50 ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อ Put จะได้กำไรเมื่อดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงต่ำกว่า Strike Price โดยข้อดีสำคัญคือ การขาดทุนของผู้ซื้อ Put จำกัดอยู่แค่ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปตอนต้นเท่านั้น ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงมองว่า SET50 Put Options เป็นเครื่องมือป้องกันเชิงรับ (Passive Hedge) เนื่องจากจ่ายเบี้ยแล้วจบ ไม่ต้องติดตามตลาดเชิงรุกเท่ากับ Futures

ตัวอย่าง

นักลงทุนถือพอร์ตหุ้นมูลค่า 1 ล้านบาท และกังวลว่าตลาดอาจปรับฐานใน 3 เดือนข้างหน้า สามารถซื้อ SET50 Put Options ที่ Strike Price ใกล้เคียงกับระดับดัชนีปัจจุบัน

  • ถ้า SET50 ร่วงลงแรง มูลค่าของ Put จะเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนได้กำไรจาก Options มาชดเชยขาดทุนของพอร์ตหุ้น
  • ถ้า SET50 ไม่ลง นักลงทุนเสียเพียงค่าเบี้ย (Premium) ที่จ่ายตอนซื้อ Put เท่านั้น เหมือนจ่ายค่าประกันภัย

Futures กับ Options ความต่างและแนวคิดในการเลือกใช้

Futures ต้องวางหลักประกัน และอาจมีการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ในขณะที่ Options จ่ายค่าเบี้ยเพียงครั้งเดียว และไม่มีภาระเพิ่มเติม ดังนั้น Put Options จึงเหมาะกับสำหรับนักลงทุนมือใหม่ หรือผู้ที่ต้องการจำกัดความเสี่ยงอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายมากกว่า ส่วน Futures เหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์และสามารถติดตามตลาดได้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่น ตอนนี้ที่สงครามการค้ากลับมาร้อนแรง นักลงทุนอาจมีแนวคิดในการเตรียมรับมือ ดังนี้

  1. ประเมินพอร์ตตัวเองก่อนว่าเสี่ยงต่อดัชนี SET50 แค่ไหน เช่น ถ้าพอร์ตส่วนใหญ่เป็นหุ้นใหญ่ เช่น PTT, AOT, ADVANC หรือ KBANK การใช้ SET50 Futures หรือ Options จะเหมาะสมมาก เพราะผลตอบแทนเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี SET50
  2. กำหนดกรอบเวลาในการถือครอง กล่าวคือ ถ้าคาดว่าความผันผวนจะอยู่ไม่นาน (เช่น 1 – 2 เดือน) อาจใช้ Futures เพื่อ Short ชั่วคราว แต่ถ้ามองว่าความเสี่ยงจะลากยาว (เช่น 3 – 6 เดือน) การซื้อ Put Options อาจเหมาะกว่า เพราะควบคุมความเสี่ยงได้ชัดเจนกว่าและสามารถเลือกเวลาที่เหมาะสมได้
  3. กำหนดระดับป้องกัน (Hedging Ratio) โดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องป้องกัน 100% ของพอร์ตเสมอไป นักลงทุนอาจเลือกป้องกันเพียง 30 – 50% ของมูลค่าพอร์ต เพื่อให้ยังคงมีโอกาสรับผลตอบแทนหากตลาดกลับขึ้น
  4. ติดตามต้นทุนและประสิทธิภาพการ Hedge กล่าวคือ เครื่องมือ Futures และ Options มีค่าใช้จ่ายต่างกัน เช่น หลักประกันของ Futures หรือ Premium ของ Options ดังนั้นควรเปรียบเทียบว่าคุ้มค่ากับระดับความเสี่ยงที่ต้องการหรือไม่


เนื้อหานี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

ป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน ให้พอร์ตอุ่นใจ

ในโลกการลงทุนยุคใหม่ ความไม่แน่นอนกลายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สงครามค่าเงิน นโยบายดอกเบี้ยหรือแม้แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ผู้ที่หลบหลีกความผันผวนได้ทุกครั้ง แต่เป็นผู้ที่เตรียมรับมือกับความผันผวนได้อย่างมีระบบ ดังนั้น การรู้จักใช้เครื่องมืออย่าง SET50 Futures และ SET50 Put Options จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการรักษามูลค่าพอร์ต และเดินหน้าลงทุนอย่างมั่นใจในระยะยาว ท้ายที่สุดการป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสมไม่ได้หมายถึงการกลัวตลาด แต่มันคือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย เพื่อให้พอร์ตของนักลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงก็ตาม


เรียนรู้การใช้ Options ในแต่ละสภาวะตลาด ทั้งในตลาดที่มีแนวโน้ม, ตลาด Sideway หรือตลาดผันผวน เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้และนำไปประกอบการตัดสินใจในการเทรด Options ผ่าน SET e-Learning กับหลักสูตร “กลยุทธ์เทรด Options” ฟรี

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน