ดอกเบี้ยขาลง โอกาสลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกา

โดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management
3 Min Read
22 กันยายน 2568
2.379k views
TSI-Article-709-us-investment-low-interest-rate-Thumbnail
Highlights
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งด้วย GDP เติบโต 3.3% การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการปรับลดความตึงตัวสู่ระดับเป็นกลาง ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ Valuation โดยรวมของตลาดสหรัฐฯ อยู่ในระดับแพงเทียบเท่าช่วงวิกฤตโควิด-19

  • โอกาสลงทุนยังคงมีอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ OBBB และกลุ่มที่ราคายังสมเหตุสมผล เช่น หุ้นขนาดเล็ก-กลาง พลังงาน การเงิน สุขภาพ และสินค้าฟุ่มเฟือย การลงทุนแบบคัดเลือกจะเป็นกลยุทธ์หลักในยุคนี้

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้งผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงระลอกใหม่หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมาเกือบหนึ่งปี

 

ปรากฏการณ์นี้สร้างทั้งความหวังและความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก คำถามสำคัญคือ เฟดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูแข็งแกร่ง และในภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกมองว่าแพงเกินพื้นฐาน นักลงทุนควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

ทำไมเฟดต้องลดดอกเบี้ย?

“ผ่อน ... ก่อนที่เครื่องจะร้อนเกินไป”

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ล่าสุดยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 อยู่ระดับ 3.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา เหตุใดเฟดจึงมีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

การที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยมาเกือบ 3 ปี ทั้งที่เคยมีการคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวางหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของภาวะร้อนแรงเกินไป (Overheating) การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงต่อเนื่องโดยไม่มีการชะลอตัว อาจเปรียบเสมือนการสะสมความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดฟองสบู่และจบลงด้วยการแตกสลายที่รุนแรงในอนาคต

 

ดังนั้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ จากระดับปกติสู่ระดับต่ำ แต่เป็นการปรับลดความตึงตัวของมาตรการทางการเงินจากระดับที่สูงลงมาสู่ระดับที่ใกล้เคียงเกือบเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการป้องกันเศรษฐกิจชะลอรุนแรงในบางส่วน หากแบกรับต้นทุนการเงินที่สูงต่อไป อีกทั้งจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวต่อไปได้อย่างยั่งยืนและ สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง

 

ในแง่ของกระแสเงินลงทุน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการลดจากฐานที่สูงมากอยู่แล้ว ทำให้ผลตอบแทนยังคงน่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ

หุ้นสหรัฐฯ แพงจริงหรือ

แม้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลงจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้น แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้ คือ มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าอยู่ในระดับที่แพง โดยหากพิจารณาจากค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของตลาดโดยรวม พบว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

 

หากนักลงทุนตัดสินใจเข้าลงทุนในภาพรวมของตลาด (เช่น การซื้อกองทุนดัชนี S&P 500) ในช่วงนี้ แล้วถือครองเป็นระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะขาดทุน หรืออาจทำกำไรได้เพียง 1 - 2% ต่อปี เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในระดับราคาที่ตึงตัวอย่างมาก และมี Upside ที่จำกัดเมื่อมองในภาพรวม และประเด็นที่น่ากังวลดังนี้

• ระดับความแพงเทียบเท่าวิกฤติ

มูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดได้รับแรงหนุนมหาศาลจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง

• ความแพงที่ซ่อนอยู่ในหุ้นส่วนใหญ่

นักลงทุนอาจมองว่าความแพงของตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว หรือที่รู้จักกันในชื่อ 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า แม้จะแยกหุ้น 7 ตัวนี้ออกไป หุ้นที่เหลืออีกกว่า 493 ตัวในดัชนีซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small & Mid Cap) กลับมี Valuation ที่แพงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของกลุ่มขนาดใหญ่ทำได้ดีกว่า หุ้นกลุ่ม 493 มาก

 

ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า การลงทุนแบบเหวี่ยงแหในตลาดสหรัฐอเมริกาอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องคัดเลือกหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างพิถีพิถัน เพื่อมองหาโอกาสที่ยังซ่อนตัวอยู่

 

แม้ภาพรวมตลาดจะดูน่ากังวล แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ นั่นคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ One Big Beautiful Bill (OBBB) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคายังคงสมเหตุสมผล

TSI-Article-709-One Big Beautiful Bill

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ One Big Beautiful Bill

ปัจจัยสำคัญที่อาจเข้ามาสนับสนุนตลาดในระยะต่อไป คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ OBB ซึ่งมี 6 มาตรการหลักที่น่าจับตามอง เริ่มจากการลดภาษีศุลกากร และความพยายามลดการขาดดุลการค้า, การต่ออายุและลดภาษีนิติบุคคล เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัท, การลดการอพยพของแรงงานต่างด้าว, การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ, การสนับสนุนภาคพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) และการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมาตรการเหล่านี้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง ดังนี้

• หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง

ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาษีนิติบุคคลและการลดกฎระเบียบ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักดำเนินธุรกิจในประเทศเป็นหลักและมีความอ่อนไหวต่อนโยบายภายในสูง

• หุ้นกลุ่มพลังงาน

โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากนโยบายที่เน้นความมั่นคงทางพลังงานและการลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

• กลุ่มบริการทางการเงิน

การลดกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวดจะช่วยลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

• หุ้นไบโอเทคขนาดกลางและเล็กหรือหุ้นเทคโนโลยีที่มี AI

การลดกฎระเบียบจะช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติยาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการ (M&A) ที่คึกคักขึ้น

• หุ้นคุณค่า

หากไม่พร้อมรับความเสี่ยงอาจะเลือกหุ้นของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กระแสเงินสดชัดเจน และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย


เนื้อหานี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

กลุ่มที่ราคาและ Valuation ยังน่าสนใจ (แม้ตลาดรวมจะแพง)

นอกเหนือจากกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจจากมุมมองของราคาและ Valuation ที่ยังไม่แพงจนเกินไปนัก สวนทางกับภาพรวมของตลาด ได้แก่

• กลุ่มการดูแลสุขภาพ (Healthcare)

เป็นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านราคายาและการประกันสุขภาพ แต่ปัจจุบันเมื่อนโยบายต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มี Valuation ที่น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต

• กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary)

อาจดูเป็นตัวเลือกที่น่าประหลาดใจท่ามกลางความกังวลว่าผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่าย แต่ข้อเท็จจริงคือ ราคาหุ้นของแบรนด์หรูระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น LVMH ยังคงปรับตัวขึ้นไม่มากนักตั้งแต่ต้นปี ทำให้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในบริษัทที่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง ในระดับราคาที่ยังสมเหตุสมผล

• กลุ่มบริการทางการเงิน

แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 9% ตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรในภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงและโอกาสจากการลดกฎระเบียบ ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจต้องพิจารณาเลือกหุ้นรายตัวอย่างรอบคอบมากขึ้น

จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรหลงไปกับภาพรวมของตลาดกระทิงที่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เนื่องจาก Valuation โดยรวมของตลาดอยู่ในระดับที่แพงมากและมีความเสี่ยงสูง

 

โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายกลุ่ม รายบริษัท โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีเรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวและมี Valuation ที่น่าดึงดูด และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันไม่ใช่สนามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาซื้อตามดัชนีแล้วคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกต่อไป (อย่างน้อยก็ในระดับราคาปัจจุบัน) แต่เป็นตลาดของนักเลือกหุ้นที่ต้องทำการบ้านอย่างหนัก วิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึก และมองหาเพชรที่ซ่อนอยู่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในภาวะที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อนนี้


เรียนรู้แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่มีผลต่อการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเจาะลึกเทคนิคในการจับจังหวะเปลี่ยนกลุ่มลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Sector Rotation” ได้ฟรี!

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน