ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้งผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงระลอกใหม่หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมาเกือบหนึ่งปี
ปรากฏการณ์นี้สร้างทั้งความหวังและความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก คำถามสำคัญคือ เฟดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูแข็งแกร่ง และในภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกมองว่าแพงเกินพื้นฐาน นักลงทุนควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร
“ผ่อน ... ก่อนที่เครื่องจะร้อนเกินไป”
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ล่าสุดยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 อยู่ระดับ 3.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา เหตุใดเฟดจึงมีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย
การที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยมาเกือบ 3 ปี ทั้งที่เคยมีการคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวางหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของภาวะร้อนแรงเกินไป (Overheating) การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงต่อเนื่องโดยไม่มีการชะลอตัว อาจเปรียบเสมือนการสะสมความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดฟองสบู่และจบลงด้วยการแตกสลายที่รุนแรงในอนาคต
ดังนั้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ จากระดับปกติสู่ระดับต่ำ แต่เป็นการปรับลดความตึงตัวของมาตรการทางการเงินจากระดับที่สูงลงมาสู่ระดับที่ใกล้เคียงเกือบเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการป้องกันเศรษฐกิจชะลอรุนแรงในบางส่วน หากแบกรับต้นทุนการเงินที่สูงต่อไป อีกทั้งจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวต่อไปได้อย่างยั่งยืนและ สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง
ในแง่ของกระแสเงินลงทุน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการลดจากฐานที่สูงมากอยู่แล้ว ทำให้ผลตอบแทนยังคงน่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ
แม้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลงจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้น แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้ คือ มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าอยู่ในระดับที่แพง โดยหากพิจารณาจากค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของตลาดโดยรวม พบว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
หากนักลงทุนตัดสินใจเข้าลงทุนในภาพรวมของตลาด (เช่น การซื้อกองทุนดัชนี S&P 500) ในช่วงนี้ แล้วถือครองเป็นระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะขาดทุน หรืออาจทำกำไรได้เพียง 1 - 2% ต่อปี เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในระดับราคาที่ตึงตัวอย่างมาก และมี Upside ที่จำกัดเมื่อมองในภาพรวม และประเด็นที่น่ากังวลดังนี้
มูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดได้รับแรงหนุนมหาศาลจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง
นักลงทุนอาจมองว่าความแพงของตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว หรือที่รู้จักกันในชื่อ 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า แม้จะแยกหุ้น 7 ตัวนี้ออกไป หุ้นที่เหลืออีกกว่า 493 ตัวในดัชนีซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small & Mid Cap) กลับมี Valuation ที่แพงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของกลุ่มขนาดใหญ่ทำได้ดีกว่า หุ้นกลุ่ม 493 มาก
ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า การลงทุนแบบเหวี่ยงแหในตลาดสหรัฐอเมริกาอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องคัดเลือกหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างพิถีพิถัน เพื่อมองหาโอกาสที่ยังซ่อนตัวอยู่
แม้ภาพรวมตลาดจะดูน่ากังวล แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ นั่นคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ One Big Beautiful Bill (OBBB) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคายังคงสมเหตุสมผล
ปัจจัยสำคัญที่อาจเข้ามาสนับสนุนตลาดในระยะต่อไป คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ OBB ซึ่งมี 6 มาตรการหลักที่น่าจับตามอง เริ่มจากการลดภาษีศุลกากร และความพยายามลดการขาดดุลการค้า, การต่ออายุและลดภาษีนิติบุคคล เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัท, การลดการอพยพของแรงงานต่างด้าว, การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ, การสนับสนุนภาคพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) และการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมาตรการเหล่านี้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง ดังนี้
ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาษีนิติบุคคลและการลดกฎระเบียบ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักดำเนินธุรกิจในประเทศเป็นหลักและมีความอ่อนไหวต่อนโยบายภายในสูง
โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากนโยบายที่เน้นความมั่นคงทางพลังงานและการลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
การลดกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวดจะช่วยลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น
การลดกฎระเบียบจะช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติยาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการ (M&A) ที่คึกคักขึ้น
นอกเหนือจากกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจจากมุมมองของราคาและ Valuation ที่ยังไม่แพงจนเกินไปนัก สวนทางกับภาพรวมของตลาด ได้แก่
เป็นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านราคายาและการประกันสุขภาพ แต่ปัจจุบันเมื่อนโยบายต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรสูงวัย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มี Valuation ที่น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
อาจดูเป็นตัวเลือกที่น่าประหลาดใจท่ามกลางความกังวลว่าผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่าย แต่ข้อเท็จจริงคือ ราคาหุ้นของแบรนด์หรูระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น LVMH ยังคงปรับตัวขึ้นไม่มากนักตั้งแต่ต้นปี ทำให้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในบริษัทที่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง ในระดับราคาที่ยังสมเหตุสมผล
แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 9% ตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรในภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงและโอกาสจากการลดกฎระเบียบ ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจต้องพิจารณาเลือกหุ้นรายตัวอย่างรอบคอบมากขึ้น
จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรหลงไปกับภาพรวมของตลาดกระทิงที่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เนื่องจาก Valuation โดยรวมของตลาดอยู่ในระดับที่แพงมากและมีความเสี่ยงสูง
โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายกลุ่ม รายบริษัท โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีเรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวและมี Valuation ที่น่าดึงดูด และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันไม่ใช่สนามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาซื้อตามดัชนีแล้วคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกต่อไป (อย่างน้อยก็ในระดับราคาปัจจุบัน) แต่เป็นตลาดของนักเลือกหุ้นที่ต้องทำการบ้านอย่างหนัก วิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึก และมองหาเพชรที่ซ่อนอยู่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในภาวะที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อนนี้
เรียนรู้แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่มีผลต่อการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเจาะลึกเทคนิคในการจับจังหวะเปลี่ยนกลุ่มลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Sector Rotation” ได้ฟรี!

