เทคนิคการเลือกหุ้นจากผลประเมิน ESG เพื่อการลงทุนระยะยาว

โดย ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด
5 Min Read
13 สิงหาคม 2568
2.709k views
Banner_SQ
In Focus

ปัจจุบันกองทุนและนักลงทุนทั่วโลกได้ปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานด้าน ESG มากขึ้น ทำให้การลงทุนโดยคำนึงถึง ESG กลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การลงทุนที่มีความรับผิดชอบ มองระยะยาว และคาดหวังผลตอบแทนที่มั่นคง

ภายใต้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบทุนนิยมมากขึ้น ทำให้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยเชื่อว่าบริษัทที่มีการคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล จะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า ซึ่งจะส่งผลทำให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลการดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นปัจจุบันนักลงทุนและกองทุนต่างๆ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นด้าน ESG เพิ่มมากขึ้น โดยทยอยปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทที่ดีขึ้น นอกเหนือไปจากในอดีตที่เคยตัดสินใจลงทุนหรือให้น้ำหนักกับผลการดำเนินงานทางด้านการเงิน (กำไร/ขาดทุน) ของบริษัทแต่เพียงอย่างเดียว และด้วยเหตุผลที่การลงทุนโดยตระหนักถึงประเด็น ESG ไม่ใช่แค่เพียงตามกระแสอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ในการบริหารพอร์ตลงทุนที่มีความรับผิดชอบ มองการณ์ไกล และต้องการผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ดังนั้นจึงมองว่านักลงทุนควรมีเทคนิคสำหรับการเลือกหุ้นจากผลประเมิน ESG เพื่อการลงทุนระยะยาวในเบื้องต้น ดังนี้

  1. เลือกใช้สถาบันจัดอันดับและประเมินคะแนน ESG ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ
ปกติสถาบันจัดอันดับ ESG แต่ละแห่งจะมีหลักการประเมิน (เช่น การให้น้ำหนักของด้าน Environmental, Social, and Governance)  วิธีการจัดอันดับหรือให้คะแนนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี สถาบันจัดอันดับ ESG ไม่ได้มีมาตรฐานเท่ากันหมดทุกแห่ง ดังนั้นนักลงทุนจึงควรเลือกใช้สถาบันจัดอันดับและประเมินคะแนน ESG ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับสากล เนื่องจากสถาบันเหล่านี้จะมีการตรวจสอบข้อมูลที่นำมาใช้อย่างเข้มข้น มีมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่โปร่งใสในการประเมินและให้คะแนน ESG รวมทั้งยังมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ทำให้สามารถเห็นถึงตำแหน่งของบริษัทที่สนใจลงทุนเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ (Peer Comparison) ซึ่งจะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุนระยะยาวได้เช่นเดียวกันกับกองทุนทั่วโลกที่ใช้ข้อมูล ESG จากสถาบันจัดอันดับระดับสากลเหล่านี้ในการประกอบการตัดสินใจบริหารพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้เมื่อนักลงทุนเลือกสถาบันจัดอันดับและประเมินคะแนน ESG ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับสากลได้แล้ว สิ่งสำคัญถัดไปเมื่อต้องพิจารณาคะแนน ESG ของแต่ละบริษัท คือ
1) อย่าพิจารณาเพียงแค่คะแนนรวม ซึ่งสะท้อนถึงภาพรวมของผลงานของบริษัททั้งด้านสิ่งแวดล้อม (E), สังคม (S) และบรรษัทภิบาล (G) เท่านั้น แต่นักลงทุนควรพิจารณาคะแนนในแต่ละด้าน (E, S, G) แยกจากกัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงจุดแข็งหรือโอกาส และ จุดอ่อนหรือความเสี่ยงของแต่ละบริษัทด้วย

2) อย่าพิจารณาคะแนน ESG จากสถาบันจัดอันดับเพียงแค่แห่งเดียว แต่ควรเปรียบเทียบกับคะแนน ESG ที่มาจากสถาบันจัดอันดับ 2-3 แห่ง เพราะแต่ละแห่งมีหลักการประเมินและวิธีการให้คะแนนที่ต่างกันเพื่อจะได้สามารถเห็นมุมมองที่แตกต่างกันในผลการประเมินได้

3) อย่าพิจารณาคะแนน ESG เฉพาะแค่บริษัทที่สนใจว่าสูงหรือต่ำจากค่ากลางของระบบให้คะแนนเท่านั้น แต่ควรที่จะนำคะแนนไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยเพื่อจะได้เห็นถึงความเสี่ยง ESG เชิงเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากขึ้น

4) อย่าพิจารณาเฉพาะคะแนน ESG ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ควรเปรียบเทียบกับคะแนนที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย เพื่อจะได้เห็นว่าบริษัทมีพัฒนาการด้าน ESG ที่ดีขึ้นหรือแย่ลง และ

5) อย่าพิจารณาระดับคะแนน ESG เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจลงทุน โดยควรอ่านคำอธิบายหรือเหตุผลที่สถาบันจัดอันดับให้คะแนนประกอบด้วย นอกจากนี้การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดียังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรพิจารณาควบคู่ด้วย เช่น ผลการดำเนินงาน และ กลยุทธ์การเติบโตของบริษัท


ทั้งนี้ตัวอย่างสถาบันจัดอันดับและประเมินคะแนน ESG ระดับสากลที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับระดับสากลดังตาราง
1_page-0002
          สำหรับนักลงทุนไทยที่ปกติคุ้นเคยกับการใช้ SET ESG Ratings ซึ่งเริ่มมีการประกาศผลประเมินเพื่อให้นักลงทุนใช้ตัดสินใจครั้งแรกตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน (ประเมินจากบริษัทจดทะเบียนไทยที่สมัครใจเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืนที่จัดทำโดย ตลท. ซึ่งจะมีการทบทวนผลประเมินทุกปี โดย SET ESG Ratings แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ AAA : 90-100, AA : 80-89, A : 65-79, BBB : 50-64) ล่าสุด ตลท. มีแผนดำเนินการยกระดับการประเมินความยั่งยืน SET ESG Ratings สู่มาตรฐานสากล โดยร่วมกับ FTSE Russell ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกในการประเมินข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยตั้งแต่ปี 2569 ตลท. จะเริ่มประกาศผลประเมิน FTSE Russell ESG Scores และจะยกเลิกการประเมิน SET ESG Ratings ซึ่งมองจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อบริษัทจดทะเบียนไทยและนักลงทุนไทยในระยะถัดไป (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมิน FTSE Russell ESG Scores)


2. พิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางการเงิน กลยุทธ์หรือโอกาสเติบโต และ Valuation ของบริษัท
การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ไม่ควรพิจารณาเพียงแค่คะแนนหรืออันดับ ESG ของบริษัทเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางการเงินและโอกาสเติบโตของบริษัทควบคู่กันไปด้วย เนื่องจาก ESG เป็นการประเมินผลจากการเปิดเผยนโยบายและข้อมูลการจัดการความเสี่ยงของบริษัทเป็นหลัก แต่ไม่ได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงาน ศักยภาพการทำกำไร กลยุทธ์การเติบโต และมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของบริษัท ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ใช้สำหรับพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุนระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น แม้เป็นบริษัทที่มีคะแนน ESG ดี แต่ผลการดำเนินงานประสบภาวะขาดทุน มีปัญหาทางการเงิน หรือ ไม่มีโอกาสเติบโตเลย การคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีในระยะยาวก็เป็นไปได้ยาก เพราะมีความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจไม่รอดในอนาคต หรือ แม้เป็นบริษัทที่มีคะแนน ESG ดี ผลการดำเนินงานเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่ง แต่หากเข้าซื้อในราคาที่สูงเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง (Overvalued) เช่น มี PEG ที่สูงกว่า 1 เท่ามากๆ โอกาสจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีในระยะยาวก็เป็นไปได้ยากหรือต้องใช้เวลาที่นานมากทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุนเช่นกัน ด้วยเหตุนี้การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีจริงในระยะยาว จึงควรคัดเลือกบริษัทที่มีดีทั้ง 4 มิติ คือ ปัจจัยพื้นฐานทางการเงินแข็งแกร่ง, โอกาสเติบโตที่ดี, ESG น่าเชื่อถือ และมี Valuation น่าสนใจ
 
สำหรับหลักเบื้องต้นในการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางการเงิน กลยุทธ์หรือโอกาสเติบโต และ Valuation ของบริษัท มีดังนี้
  • มีการเติบโตของผลการดำเนินงาน : ปกติจะพิจารณาว่า รายได้และกำไรสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง หรือ ยังมั่นคงสามารถต้านทานความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้
  • มีประสิทธิภาพหรือศักยภาพในการทำกำไรที่ดี : ปกติจะพิจารณาค่า Gross Margin, EBITDA Margin, Net Margin, ROE, ROA ซึ่งยิ่งสูงยิ่งดี หรือ มีการปรับตัวดีขึ้นจากในอดีต
  • มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงทางการเงินต่ำ : ปกติจะพิจารณาค่า Current Ratio, Interest Coverage Ratio, Debt Service Ratio, CFO (เป็นบวก) ซึ่งยิ่งสูงยิ่งดี หรือ มีการปรับตัวดีขึ้นจากในอดีต นอกจากนี้ยังมีค่า Net Debt to Equity, Debt to Equity  ซึ่งยิ่งต่ำยิ่งดี หรือ มีการปรับตัวลดลงจากในอดีต
  • กลยุทธ์หรือโอกาสเติบโตของบริษัท : ปกติจะพิจารณาว่า บริษัทมีแผนขยายตลาด การเพิ่มสินค้าและบริการ การขยายธุรกิจหรือช่องทางจัดจำหน่ายใหม่เพิ่มเติมเพื่อผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงานไหม นอกจากนี้บริษัทควรอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่ม Megatrend ที่อิง ESG เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า Green Packaging, Green Finance, Fintech, Health Tech, Recycle Tech เพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดีจากการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือกระแสผู้บริโภคในอนาคต
  • Valuation : ปกติจะพิจารณว่า ราคาหุ้นที่ซื้อไม่ควรแพงกว่าหรือสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท เพื่อให้มี Margin of Safety (ส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย) โดยอาจดูผ่านตัวชี้วัด เช่น PER, PBV, EV/EBITDA ซึ่งแม้ปกติยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางบริษัทหรือบางอุตสาหกรรมอาจมีค่าเหล่านี้สูงเพราะอยู่ในช่วงการเติบโตของผลการดำเนินงาน จึงอาจนำค่า PEG มาพิจารณาควบคู่ไปกับการเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือพิจารณาจากปัจจัยอื่นด้วย นอกจากนี้อาจพิจารณาเพิ่มเติมโดยใช้ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์หลายๆ แห่ง (Consensus Target Price) เป็นข้อมูลประกอบเพิ่มเติม
 
3. ตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัท ซึ่งมีผลเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงาน
            เนื่องจาก ESG ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นความเสี่ยงของธุรกิจที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทได้ เช่น หากบริษัทมีการปล่อยมลพิษหรือกดขี่แรงงาน อาจโดนฟ้องร้องทำให้เสียชื่อเสียง และลูกค้าเลิกซื้อสินค้าหรือบริการทำให้สูญเสียรายได้ หรือ หากผู้บริหารขาดธรรมาภิบาล ทำการทุจริตหรือไม่โปร่งใส อาจทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุน ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทอย่างถี่ถ้วนว่า นโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศออกไปแล้วมีการนำไปใช้ปฏิบัติจริงหรือไม่ มีโครงการอะไรเกิดขึ้นจริง มีวิธีแก้ปัญหาหรือลดผลกระทบจากปัญหาต่างๆ อย่างไร มีเป้าหมายที่ชัดเจนหรือไม่ (เช่น เป้าหมายกำจัดของเสีย การลดพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น) และมีรายงานผล ESG Reporting ไหม เพื่อลดความเสี่ยงการสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงหรือเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่เป็น Greenwashing (บริษัทที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการรับผิดชอบต่อ ESG แต่ไม่ได้นำไปปฎิบัติจริง โดยให้ข้อมูลเท็จ บิดเบือน คลาดเคลื่อนหรือเกินจริง) โดยหากตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทแล้ว พบว่า บริษัทมีการบริหารจัดการด้าน ESG ที่ดีจริง ย่อมส่งผลเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานและความยั่งยืนของผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว เช่น หากบริษัทมีการจัดการด้านมลพิษดี จะทำให้มีโอกาสต้นทุนการดำเนินงานต่ำลง (เช่น ลดความเสี่ยงโดนฟ้องร้องทำให้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายปรับปรุงหรือฟื้นฟู หรือ ลดต้นทุนพลังงานได้ รวมทั้งอาจมีต้นทุนทางการเงินต่ำลง)  และรายได้มีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง (ลูกค้าเชื่อถือและให้การตอบรับที่ดี มีแนวโน้มได้ลูกค้าเพิ่มหรือขยายตลาดใหม่) ซึ่งจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความมั่นคงและเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น นอกจากนี้ควรตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าบริษัทที่สนใจมี ESG ดีกว่าหรือแย่กว่า เพราะหากแย่กว่าหรือตามหลังอุตสาหกรรมอาจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าและรายได้ รวมทั้งโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต ทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
            ทั้งนี้ตัวเลขสำคัญหรือข้อสังเกตที่จะทำให้เห็นว่า ESG ส่งผลต่อผลการดำเนินการจริง ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและค่าไฟฟ้า แม้ระยะสั้นในงบกำไรขาดทุนจะเห็นต้นทุน (COGS) หรือค่าใช้จ่าย (SG&A) ที่สูงขึ้นกดดันให้ศักยภาพทำกำไร (Net Profit, EPS, EBITDA Margin) ปรับตัวลดลง แต่ในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเห็นศักยภาพทำกำไรที่มั่นคงและเติบโตดีขึ้น จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงและยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับจ่ายค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมในการปล่อยคาร์บอน หรือ หากบริษัทมีนโยบายดูแลพนักงานที่ดี โดยไม่ละเมิดสิทธิแรงงานและมีการฝึกอบรมต่อเนื่อง แม้จะมีค่าใช้จ่าย (SG&A) สูงบ้าง แต่จะมีอัตราการลาออกต่ำ (Turnover Rate) และช่วยรักษาแรงงานที่มีทักษะที่ดีไว้ ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตและผลการดำเนินงาน (Gross Profit and EBITDA Margin) ของบริษัทในระยะยาว เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาหาพนักงานใหม่และมีค่าใช้จ่าย (SG&A) เพิ่มขึ้นในการฝึกอบรมให้แก่พนักงานใหม่ซึ่งจะสูงกว่าเดิมมาก อีกทั้งไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเหตุหยุดงานประท้วงซึ่งทำให้สูญเสียรายได้ (Revenue) หรือต้องจ่ายค่าปรับ (Other Expense) กรณีถูกแรงงานฟ้องร้องซึ่งจะทำให้กำไรหายไป เป็นต้น

            สำหรับตัวอย่างของบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีการดำเนินการด้าน ESG แล้วมีทิศทางที่ดีขึ้น เช่น 1) GPSC ซึ่งในอดีตมีการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล (ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง) เป็นหลัก ต่อมาเมื่อบริษัทคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้วิธีลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกระจายสู่ธุรกิจพลังงานสีเขียว (Solar, Hydrogen, Battery) มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “มุ่งสู่ธุรกิจไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์” โดยมีการเปิดเผยเป้าลดคาร์บอนแต่ละปีและตั้งเป้าหมายชัดเจนที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2603 พร้อมทั้งมีการจัดทำ Sustainability Report เพื่อเปิดเผยข้อมูล ESG ส่งผลให้บริษัทสามารถเข้าสู่การคำนวณในดัชนี ESG สำคัญ อาทิ SETTHSI, DJSI Emerging Markets, FTSE4Good ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัท อาทิ ต้นทุนพลังงานลดลงและมีศักยภาพทำกำไร (EBITDA Margin) ดีขึ้น, ระดมทุนได้ง่ายขึ้น, สามารถเสนอขาย Green Bond ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินต่ำ, เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนหรือกองทุนมากขึ้น, ได้ Valuation Premium สูงกว่าบริษัทที่เน้นใช้พลังงงานฟอสซิลและไม่เน้น ESG เป็นต้น หรือ 2) BDMS ซึ่งมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ โดยมีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียและโซลาร์เซลล์ในเครือของโรงพยาบาล มีจัดการบริหารขยะติดเชื้ออย่างปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าไฟและค่าน้ำ รวมทั้งลดค่ากำจัดขยะและค่าปรับจากความเสี่ยงถูกฟ้องร้องได้ ซึ่งส่งผลดีต่อศักยภาพทำกำไร อีกทั้งยังมีการอบรมบุคลากรทางการแพทย์และลงทุนระบบ IT เพื่อบริหารความเสี่ยงข้อมูลผู้ป่วย (Cybersecurity) ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยและช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีทำให้ขยายตลาดผู้ป่วยต่างชาติช่วยเพิ่มรายได้ อีกทั้งผลของการดำเนินการด้าน ESG ยังทำให้บริษัทเข้าสู่การคำนวณในดัชนี ESG สำคัญ อาทิ SETTHSI, MSCT ESG, FTSE4Good ต่อเนื่องมาหลายปี
        
            ดังนั้นการตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทจึงควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยนักลงทุนควรติดตามว่าบริษัทมีการปรับปรุงหรือตั้งเป้า ESG ใหม่ไหม สถาบันจัดอันดับมีการเปลี่ยนแปลงคะแนน ESG หรือไม่ รวมทั้งอ่านรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ที่บริษัทจัดทำทุกปี ควบคู่ไปกับการติดตามข้อมูลข่าวสารที่ออกสู่สาธารณะและความคืบหน้าการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียนซึ่งส่วนใหญ่จะมีการเปิดเผยผลการปฎิบัติงานในเอกสารนำเสนอให้แก่งานประชุมนักวิเคราะห์หรืองาน Opportunity Day ทุกไตรมาสหลังประกาศผลประกอบการรายไตรมาส

4. กระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในหุ้น ESG ที่มาจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในหุ้น ESG ที่มาจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นับเป็นอีกหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและทำให้เกิดผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีในระยะยาว เนื่องจากประเด็นความเสี่ยง ESG ที่สำคัญของแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มขนส่งโลจิสติกส์ จะให้ความสำคัญมากสุดกับเรื่องผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม (การปล่อย CO₂, การใช้พลังงานฟอสซิล, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด) แต่ กลุ่มการเงิน กลุ่มค้าปลีก กลุ่มสุขภาพ กลุ่มสื่อและกลุ่มเทคโนโลยี จะให้ความสำคัญมากสุดกับเรื่องผลกระทบที่มีต่อสังคม (การรักษาข้อมูลและความปลอดภัยของลูกค้า การจัดการแรงงาน) เป็นต้น โดยหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหนึ่งซึ่งเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่ลงทุน เช่น เกิดข้อมูลลูกค้ารั่วไหล (Hacker Risk) ในอุตสาหกรรมการเงิน พอร์ตลงทุนนั้นย่อมได้รับผลกระทบหนัก โดยผลตอบแทนมีโอกาสลดลงหรือติดลบได้  เนื่องจากลูกค้าจะขาดความเชื่อมั่นและบริษัทยังต้องเสียค่าปรับหากโดนฟ้องร้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว
Infographic

ดังนั้นการกระจายลงทุนในหุ้น ESG ที่มาจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมจึงสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนหรือทำให้พอร์ตลงทุนไม่ได้รับผลกระทบหนัก หากมีความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสลงทุนหลายอุตสาหกรรมที่กำลังเป็น Megatrend ซึ่งครอบคลุมในทุกมิติของ ESG ไม่จำกัดเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสลงทุนจากการเติบโตในธุรกิจใหม่ๆ และยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน