กลยุทธ์ใช้ SET50 Futures และ Put Options รับมือช่วงตลาดพักฐาน

โดย ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล.อินโนเวสท์ เอกซ์
3 Min Read
6 สิงหาคม 2568
799 views
TSI-Article-702-Inv-set50-futures-put-options-market-pullback-strategy-Thumbnail
Highlights
  • ในช่วงตลาดขาลง (Bear Market) ที่มักมาพร้อมกับความผันผวนและการพักฐานหลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นมามาก นักลงทุนที่ถือหุ้นในพอร์ตมีความเสี่ยงที่มูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การเข้าใจและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) อย่าง SET50 Futures และ SET50 Put Options จึงเป็นเรื่องจำเป็น

  • SET50 Futures เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการชดเชยผลขาดทุน หากดัชนีตลาดปรับตัวลดลง โดยการเปิดสถานะ "Short" จะได้กำไรหากตลาดร่วง แต่มีข้อควรระวังคือ หากตลาดกลับตัวขึ้น นักลงทุนจะขาดทุนได้ไม่จำกัด จึงควรติดตามความเสี่ยงและดูแลเงินประกันอย่างใกล้ชิด

  • SET50 Put Options หรือการ "ซื้อสิทธิขายล่วงหน้า" (Long Put Options) เหมาะกับผู้ที่ต้องการจำกัดขาดทุนล่วงหน้า โดยมีความเสี่ยงสูงสุดเพียงเท่าค่าพรีเมียมที่จ่าย ทำหน้าที่เสมือน "ประกัน" ให้พอร์ตเมื่อหุ้นตกหนัก

ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หรือที่เรียกว่า ตลาดขาลง (Bear Market) ช่วงที่ตลาดอาจพักฐานจากการปรับตัวขึ้นมามากในระยะก่อนหน้า นักลงทุนที่ถือครองหุ้นอยู่ในพอร์ตอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่มูลค่าสินทรัพย์จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจและรู้จักเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการปกป้องเงินลงทุนของตนเอง ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) มีเครื่องมือที่น่าสนใจอย่าง SET50 Futures และ SET50 Put Options ที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SET50 คืออะไร ทำไมจึงเป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET50 เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของทั้ง SET50 Futures และ SET50 Put Options ดัชนี SET50 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คัดเลือกจากหุ้นสามัญ 50 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) สูง สภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ที่เหมาะสม จึงสะท้อนภาพรวมการเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่และมีอิทธิพลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

SET50 Futures โอกาสในการทำกำไรและป้องกันความเสี่ยงขาลง

SET50 Futures สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 การเทรด SET50 Futures เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง ในบริบทของการป้องกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนสามารถเปิดสถานะ Short หรือขายล่วงหน้า SET50 Futures ได้

 

การทำเช่นนี้เป็นการคาดการณ์ว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวลดลง หากดัชนีปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ นักลงทุนจะได้รับกำไรจากสถานะ Short Futures ซึ่งกำไรที่ได้นี้สามารถนำมาหักลบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากหุ้นในพอร์ตที่มูลค่าลดลงได้บางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับขนาดและสัดส่วนของการป้องกันความเสี่ยงที่เลือกใช้ อย่างไรก็ดี การใช้ Futures ไม่มีการจำกัดขาดทุน (Unlimited Risk) ถ้าดัชนีขึ้นสวนทาง นักลงทุนจึงควรมีการ Monitor Margin Call และระดับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ตัวอย่าง การ Short SET50 Futures เมื่อคาดว่าตลาดจะลง

สมมติว่านักลงทุนมีพอร์ตหุ้น มูลค่า 1,000,000 บาท และคาดการณ์ว่าตลาดกำลังจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสามารถพิจารณา Short SET50 Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้ หากดัชนี SET50 ปัจจุบันอยู่ที่ 800 จุด และ SET50 Futures แต่ละสัญญามีมูลค่าสัญญาเท่ากับดัชนีคูณด้วย 200 บาท (เช่น 800 จุด x 200 บาท = 160,000 บาทต่อสัญญา) ก็อาจตัดสินใจ Short SET50 Futures จำนวน 3 สัญญา (160,000 บาท/สัญญา x 3 สัญญา = 480,000 บาท เทียบเท่าประมาณ 48% ของพอร์ตหุ้น) (ยังไม่ได้รวมค่าธรรมเนียม)

 

สมมติว่าในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงจาก 800 จุด เหลือ 750 จุด ทำให้พอร์ตหุ้นของนักลงทุนขาดทุนไปราว 5% (50,000 บาท) ในขณะเดียวกัน ราคา SET50 Futures ที่ Short ไว้ก็ลดลงจาก 800 จุด เหลือ 750 จุด นักลงทุนจะได้กำไรจากการ Short Futures เท่ากับ (800 - 750) จุด x 200 บาท/จุด x 3 สัญญา = 30,000 บาท กำไรส่วนนี้สามารถช่วยชดเชยผลขาดทุนจากพอร์ตหุ้นได้บางส่วน ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของพอร์ตโดยรวมลดลงเหลือเพียง 20,000 บาท (50,000 - 30,000 บาท)

 

ข้อควรระวัง หากดัชนี SET50 ปรับตัวสูงขึ้นแทน นักลงทุนจะขาดทุนจากสถานะ Futures ได้มากขึ้นแบบไม่จำกัด แม้ว่าจะมีผลตอบแทนจากหุ้นในพอร์ตที่ขึ้นมาทดแทน ดังนั้นจึงควรบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

SET50 Put Options สิทธิในการขายเพื่อจำกัดความเสี่ยง

อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยง คือ SET50 Put Options หรือสัญญาออปชันประเภท Put Options ชนิดนี้ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการ “ขาย” สินค้าอ้างอิง (ในที่นี้คือดัชนี SET50) ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ถือออปชันจะต้องจ่ายค่าพรีเมียม (Premium) ให้แก่ผู้ขายออปชัน การ Long SET50 Put Options หรือการซื้อ Put Options จึงเป็นการลงทุนที่คาดหวังว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคา Strike Price หากดัชนีลดลงต่ำกว่าราคาดังกล่าว ผู้ถือ Put Options จะสามารถใช้สิทธิในการขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ซึ่งจะทำให้ได้รับกำไรจากออปชันดังกล่าว

ตัวอย่าง การ Long SET50 Put Options เพื่อจำกัดความเสี่ยง

สมมติสถานการณ์เดียวกันกับกรณี Short SET50 Futures นักลงทุนมีพอร์ตหุ้น 1,000,000 บาท และต้องการป้องกันความเสี่ยงโดยจำกัดการขาดทุนสูงสุด นักลงทุนอาจเลือก Long SET50 Put Options แทนการ Short Futures สมมติว่า SET50 ปัจจุบันอยู่ที่ 800 จุด และมี Put Options ที่มี Strike Price 780 จุด และหมดอายุในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยมีค่า Premium โดยประมาณอยู่ที่ 10 จุด (คิดเป็น 10 จุด x 200 บาท = 2,000 บาทต่อสัญญา)

 

นักลงทุนตัดสินใจซื้อ Put Options จำนวน 6 สัญญา (2,000 บาท/สัญญา x 6 สัญญา = 12,000 บาท) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดที่จะขาดทุนจากการซื้อ Put Options สมมติว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา โดยมีมูลค่าคุ้มครองประมาณ 780 x 200 x 6 = 936,000 บาท (ใกล้เคียงกับพอร์ตหุ้น) หากดัชนี SET50 ตกลงไปที่ 700 จุด ทำให้พอร์ตหุ้นของนักลงทุนขาดทุนไปราว 100,000 บาท

 

ในขณะเดียวกัน Put Options ที่ซื้อไว้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อมีการใช้สิทธิ เพราะราคาตลาด (700 จุด) ต่ำกว่า Strike Price (780 จุด) นักลงทุนจะได้กำไรจาก Put Options เท่ากับ (780 - 700) จุด x 200 บาท/จุด x 6 สัญญา = 96,000 บาท หลังจากหักค่า Premium 12,000 บาท นักลงทุนจะเหลือกำไรสุทธิจาก Options 84,000 บาท ซึ่งสามารถช่วยชดเชยขาดทุนในพอร์ตหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของพอร์ตโดยรวมลดลงเหลือเพียง 16,000 บาท (100,000 - 84,000 บาท) ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า Put Options สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือน “ประกัน” ที่มีค่าใช้จ่ายจำกัด แต่ให้ผลตอบแทนดีเมื่อตลาดเป็นไปตามที่คาด

 

ตัวอย่างดังกล่าวยังไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ซึ่งข้อดีของการใช้ Put Options คือ นักลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าขาดทุนสูงสุดเท่าไร (เท่ากับค่าพรีเมียม) ซึ่งต่างจาก Futures ที่มีความเสี่ยงแบบไม่จำกัดหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง



เนื้อหานี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

Futures vs. Options เปรียบเทียบความเสี่ยงและผลตอบแทน

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการ Short SET50 Futures และ Long SET50 Put Options ในมุมมองของการป้องกันความเสี่ยงคือเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทน การ Short Futures มีความเสี่ยงที่ไม่จำกัด เนื่องจากราคา Futures สามารถขึ้นไปได้เรื่อยๆ หากดัชนี SET50 ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ นักลงทุนอาจขาดทุนได้ไม่จำกัด ในทางกลับกัน การ Long Put Options มีความเสี่ยงที่จำกัดอยู่แค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไปเท่านั้น หากดัชนี SET50 ไม่ปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ นักลงทุนจะขาดทุนสูงสุดเพียงค่าพรีเมียมที่จ่ายไปเท่านั้น

           

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังพิจารณาใช้เครื่องมือเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกลไกการทำงานอย่างถ่องแท้ รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของ Futures และ Options ตัวอย่างเช่น ราคาปัจจุบันของดัชนี SET50, ราคาใช้สิทธิ (Strike Price), ระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสัญญา, และความผันผวนของตลาด (Volatility) เป็นต้น การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

การบริหารขนาดการป้องกันความเสี่ยงและข้อควรระวัง

การป้องกันความเสี่ยงด้วย Futures หรือ Options ไม่ได้หมายความว่าพอร์ตของนักลงทุนจะไม่มีวันขาดทุน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยลดผลกระทบของการขาดทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐานได้ การวางแผนขนาดของการป้องกันความเสี่ยงให้เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตหุ้นที่ถือครองอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญ การป้องกันความเสี่ยงมากเกินไปอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดโอกาสในการทำกำไรหากตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มเทรด SET50 Futures หรือ SET50 Put Options นักลงทุนควรพิจารณาเรื่องสภาพคล่องของสัญญาแต่ละรุ่น รวมถึงศึกษาเงื่อนไขการวางหลักประกัน (Margin) สำหรับ Futures หรือค่าพรีเมียมสำหรับ Options ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ระบบการส่งคำสั่งซื้อขาย รวมถึงข้อมูลลักษณะสัญญา ตลอดจนมุมมองการลงทุนในช่วงระยะเวลาที่ต้องการจะใช้เครื่องมือนั้นในการป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปกป้องพอร์ตลงทุนอย่างยั่งยืน

การ Short SET50 Futures และการ Long SET50 Put Options ผ่าน TFEX เป็นสองเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเรียนรู้และทำความเข้าใจในเครื่องมือเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถปกป้องพอร์ตการลงทุนของตนเองจากความผันผวนของตลาด และเพิ่มโอกาสในการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว


เรียนรู้การใช้ Options ในแต่ละสภาวะตลาด ทั้งในตลาดที่มีแนวโน้ม, ตลาด Sideway หรือตลาดผันผวน เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้และนำไปประกอบการตัดสินใจในการเทรด Options ผ่าน SET e-Learning ฟรี! กับหลักสูตร กลยุทธ์เทรด Options

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

e-Learning น่าเรียน