เทคนิค Screen หุ้นแบบเร่งด่วน

โดย SET
4 Min Read
1 มกราคม 2564
3.279k views
TSI_65_เทคนิค Screen หุ้นแบบเร่งด่วน
Highlights
  • ปัจจุบันมีหุ้นซื้อขายบนกระดานกว่า 700 ตัว หากจะไล่ดูทุกตัว ก็คงใช้เวลานานมากๆ กว่าจะได้หุ้นพื้นฐานดีมาลงทุนสักตัว
  • การคัดกรองหุ้นด้วยเงื่อนไขต่างๆ ทำให้เราสามารถคัดเอาหุ้นที่อ่อนแอออกไป เหลือไว้เฉพาะหุ้นแข็งแกร่งเพียงไม่กี่ตัว จากนั้นเราค่อยเข้าไปวิเคราะห์เจาะลึกเฉพาะหุ้นที่คัดกรองออกมาได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการวิเคราะห์ไปได้มาก

หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET และ mai มีกว่า 700 บริษัท หากต้องเข้าไปทำความรู้จักและวิเคราะห์ทุกบริษัทคงต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ จะมีวิธีใดที่ช่วยให้นักลงทุนคัดกรองเอาหุ้นที่อ่อนแอออกไป เหลือไว้เฉพาะหุ้นที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่ตัว และสามารถเข้าไปเจาะลึกรายละเอียดของหุ้นนั้นๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

8 ต. คัดกรองหุ้นแบบเร่งด่วน

 

  1. ตรวจสอบภาพรวมอุตสาหกรรมและบริษัท

 

เริ่มจากการตรวจสอบว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร เป็นธุรกิจที่เราสนใจหรือไม่ แนวโน้มของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเป็นอย่างไร เพื่อประเมินเบื้องต้นว่า พอใจที่จะเข้าไปลงทุนหรือหลีกเลี่ยงบริษัทหรืออุตสาหกรรมเหล่านี้

 

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบ้านจัดสรรในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะขายดิบขายดี เมื่อแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่จะขายไม่ค่อยออก เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การคาดการณ์ในอนาคตของเราเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยจะเป็นเครื่องชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีแนวโน้มอย่างไร ทำให้เรามีเหตุผลประกอบที่จะตัดสินใจว่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่

 

  1. ตรวจสอบมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

 

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) หมายถึง มูลค่าของกิจการโดยวัดจากราคาตลาดของหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นของบริษัท ซึ่งเราสามารถนำมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์มาจัดกลุ่ม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

 

  • บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก (Large Cap.)
  • บริษัทที่มีมูลค่าตลาดปานกลาง (Mid Cap.)
  • บริษัทที่มีมูลค่าตลาดน้อย (Small Cap.)

 

หุ้นแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งอาจส่งผลทั้งทางบวกและลบ ต้องดูเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยทั่วไปบริษัทในกลุ่ม Large Cap. จะมีความมั่นคง ส่วนบริษัทที่มีขนาดเล็กลงมาจะมีจุดเด่นในเรื่องการเติบโต

 

การตัดสินใจว่าสนใจหุ้นกลุ่มใดเป็นพิเศษ จะทำให้เราตัดบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอื่นออกไปได้ ทำให้จำนวนหุ้นที่เราจะพิจารณาอย่างจริงจังเหลือน้อยลง

 

  1. ตรวจสอบอัตราส่วนที่ใช้ในการประเมินมูลค่า

 

อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการประเมินมูลค่าบางตัว เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อยอดขาย (P/S Ratio) สามารถใช้เป็นตัวกำหนดหรือพิจารณาว่านักลงทุนในตลาดมองแนวโน้มการเติบโตของผลการดำเนินงาน (ยอดขายหรือกำไร) ของบริษัทอย่างไร

 

หากบริษัทมีอัตราส่วนเหล่านี้ “สูง” แสดงว่า 1 บาทของกำไรหรือยอดขาย นักลงทุนในตลาดให้ความสำคัญมาก มองว่าบริษัทนั้นจะเติบโตต่อไปได้ ราคาหุ้นในวันนี้จึงมีค่าสูง ซึ่งหุ้นที่มีอัตราส่วนที่ใช้ในการประเมินมูลค่าสูง มักถูกประเมินว่าเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock)

 

ส่วนหุ้นที่มีอัตราส่วนเหล่านี้ “ต่ำ” จะถูกประเมินว่าเป็นหุ้นคุณค่า (Value Stock) เนื่องจาก 1 บาทของกำไรหรือยอดขาย นักลงทุนเห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการขยายตัวของกิจการ ราคาหุ้นในตลาดจึงไม่สะท้อนมากนัก

 

การแบ่งกลุ่มประเภทหุ้นออกเป็น Growth หรือ Value Stock จึงสามารถใช้คัดสรรหุ้นให้เหลือกลุ่มเป้าหมายจำนวนน้อยลงได้

 

  1. ตรวจสอบปริมาณการซื้อขาย

 

ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) คือ จำนวนเฉลี่ยของหุ้นที่ซื้อและขายต่อวันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากค่าเฉลี่ยของปริมาณการซื้อขายต่อวันมีค่าน้อย สะท้อนว่าหุ้นของบริษัทนั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่องในการซื้อขาย ถือเป็นอุปสรรคในการลงทุนอย่างหนึ่ง เราจึงสามารถนำปริมาณการซื้อขายมาเป็นเกณฑ์ในการคัดกรองหุ้นให้เหลือน้อยลงได้เช่นกัน

 

  1. ตรวจสอบจำนวนหุ้นที่สามารถซื้อขายได้

 

จำนวนหุ้นที่สามารถซื้อขายได้ (Free Float) คือ จำนวนหุ้นของบริษัทที่อยู่ในมือของนักลงทุนโดยไม่รวมจำนวนของผู้บริหารและกรรมการซึ่งอยู่ระหว่างการห้ามนำออกมาขายแก่สาธารณชน (Silent Period) จำนวนหุ้นที่เรียกว่า Float” แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนมือในการซื้อขายประจำวัน

 

การดูจำนวนหุ้นที่ Float นี้ เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การเลือกหรือค้นหาหุ้น นักลงทุนบางคนค้นหาบริษัทที่น่าสนใจและมีจำนวนหุ้นที่ Float ไม่มากนัก เนื่องจากถ้ามีข้อมูลในทิศทางบวกของบริษัทและซื้อเอาไว้ก็จะมีโอกาสได้กำไรสูง และมีนักลงทุนบางคนสนใจหุ้นที่มี Float มาก เพราะมีแนวโน้มของสภาพคล่องในการซื้อขายสูง โอกาสเข้าหรือออกจากตลาดในการซื้อขายก็จะทำได้ง่าย

 

  1. ตรวจสอบกระแสเงินสดของกิจการ

 

การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตก็ดูจากกระแสเงินสดได้ โดยเฉพาะกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน ซึ่งมาจากกำไรสุทธิและกระแสเงินสดสุทธิอื่นๆ ที่ได้จากการดำเนินงาน โดยดูได้จากงบกระแสเงินสด ซึ่งกระแสเงินสดนี้ใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่จะบอกว่าบริษัทมีฝีมือในการบริหารงานจากธุรกิจหลักอย่างไร

 

  1. ตรวจสอบประวัติการเติบโตของยอดขายและกำไรในอดีต

 

เกณฑ์อันหนึ่งที่เราใช้พิจารณาว่าหุ้นของบริษัทนั้นน่าสนใจหรือไม่ คือ การติดตามดูประวัติการเติบโตของยอดขายและกำไรในอดีต บริษัทที่น่าสนใจจะมีขนาดและอัตราการเติบโตของยอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้นและมีความต่อเนื่อง

 

    8. ตรวจสอบความล้าสมัยของผลิตภัณฑ์ของกิจการ

 

การเลือกหุ้นเข้าพอร์ตต้องดูด้วยว่า... สินค้าและบริการของบริษัทมีแนวโน้มล้าสมัยหรือไม่ เพราะมีผลกระทบต่อโอกาสการเติบโต ทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ ยอดขาย และกำไร ถ้าพบว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทล้าสมัย เราสามารถใช้เป็นเกณฑ์ตัดหุ้นของบริษัทเหล่านั้นออกจากการพิจารณาได้

 

เพียงเท่านี้... ก็สามารถคัดกรองหุ้นให้เหลือจำนวนน้อยลง อยู่ในวิสัยที่พอรับมือได้ งานที่เหลือหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะต้องไปศึกษาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานต่างๆ เพื่อตัดสินใจลงทุนต่อไป

 

สำหรับใครที่สนใจอยากคัดกรองหุ้นเด่น พื้นฐานแกร่งด้วยตนเอง ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ www.setsmart.com ซึ่งตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองใช้งาน SETSMART ฟรี 15 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก SET Member เท่านั้น และหากใครที่ต้องการใช้ต่อ ค่าใช้จ่ายก็ถูกมากๆ แค่ 250 บาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อเทียบกับข้อมูลที่จะได้รับ เช่น ภาวะการซื้อขาย เทรนด์นักลงทุนต่างชาติ หรือข้อมูลหุ้น อนุพันธ์ และกองทุนรวม ครบจบในเว็บเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลย!!!

TSI_Article_065_Inv_เทคนิค Screen หุ้นแบบเร่งด่วน_01
แท็กที่เกี่ยวข้อง: