ตามหา...หุ้นเติบโตแบบไทย ๆ

โดย อธิป กีรติพิชญ์ Facebook Fanpage : นิ้วโป้ง Fundamental VI
3 Min Read
23 กรกฎาคม 2564
4.017k views
Inv_ตามหา...หุ้นเติบโตแบบไทย ๆ_Thumbnail
Highlights
  • หุ้นเติบโต (Growth Stock) คือ หุ้นที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต จะดีแค่ไหนถ้าเราได้มีส่วนในความเป็น “เจ้าของกิจการ” ในช่วงเวลาที่หอมหวานอย่างนั้น
  • ในช่วง 3 ปีหลังมานี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เป็นหุ้นเติบโตที่สร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นต่างประเทศ หันมามองตลาดหุ้นไทย แม้กิจการส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาคธุรกิจดั้งเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ตลาดหุ้นไทยจะไม่มี “หุ้นเติบโต”

หนึ่งในสุดยอดการลงทุนที่นักลงทุนรู้จักกันดีคือ การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ซึ่งก็คือ หุ้นที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต มีรายได้และกำไรเติบโตเร็ว ปีละ 15% ขึ้นไปต่อเนื่องหลาย ๆ ปี โดยการเติบโตอาจจะมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจเอง (Organic Growth) หรือเติบโตจากการควบรวมกิจการ (Non-Organic Growth) เข้าสูตรรายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม ปันผลเพิ่ม และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในระยะยาว จะดีแค่ไหนถ้าเราได้มีส่วนในความเป็น “เจ้าของกิจการเติบโต” ในช่วงเวลาที่หอมหวานอย่างนั้น พอร์ตการลงทุนของเราก็จะเติบโตอย่างน่าชื่นใจ

 

หุ้นเติบโต ที่สร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจในรอบ 3 ปีหลังมานี้ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่เป็นที่นิยมสูงจะเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (หุ้นเทคฯ) ซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัสท่ามกลางสถานการณ์โควิดในปี 2563 ที่ผ่านมา ทั้งที่หลายประเทศยังเผชิญกับสถานการณ์โควิดที่รุนแรงกว่าไทย แต่ตลาดหุ้นกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีกิจการทางเทคโนโลยีในระดับสูงรวมอยู่ด้วย

 

ตัวอย่างหุ้นเทคโนโลยี เช่น หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง TSMC (ไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์), SAMSUNG (ซัมซุงอิเลคทรอนิคส์) หุ้นเทคฯ สายจีน อย่าง TENCENT (เทนเซนต์), ALIBABA (อาลีบาบา) หรือจะเป็นหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่นิยมเรียกชื่อย่อว่า FANGMAN” หมายถึง กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 7 แห่ง ประกอบด้วย Facebook, Apple, NVIDIA, Google, Microsoft, Amazon และ Netflix เป็นต้น กิจการเหล่านี้เติบโตมากมาย ทั้งผลประกอบการ และราคาหุ้น นอกจากนี้ ธีมการลงทุนในหุ้นเติบโต สายเทคโนโลยีระดับโลก ยังแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ไม่จำกัดเฉพาะกิจการที่ผู้บริโภครู้จักโดยตรงเท่านั้น เช่น ธีมเทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud Computing), บิ๊กดาต้าและแมชชีนเลินนิ่ง (Big Data & Machine Learning), IOT Internet of Things, รถยนต์ EV, ยานยนต์ไร้คนขับ, และเทคโนโลยีบล็อคเชน เป็นต้น และยังมีการกระจายการลงทุนไปในหลายประเทศ เช่น เทคฯ อเมริกา เทคฯ จีน เทคฯ อิสราเอล เทคฯ ยุโรป ฯลฯ

 

หันมามองตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจำนวนไม่น้อย มองว่ากิจการส่วนใหญ่ในไทย ยังคงทำธุรกิจอยู่ในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม (Old Economy) ลองมาดู Market Cap. ล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์ไทยพบว่า เกินครึ่งมาจาก 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

ตามหา...หุ้นเติบโตแบบไทย ๆ_01
Inv_ตามหา...หุ้นเติบโตแบบไทย ๆ_02

นอกจากนี้ กลุ่มบริการ ที่ผูกกับการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร โรงหนัง ร้านสปา หรือแม้แต่กลุ่มโรงพยาบาล ก็จัดเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าตลาดสูง

 

โดยกิจการในตลาดหุ้นไทยเหล่านี้ มีความได้เปรียบเนื่องจากขนาดและเป็นจุดแข็ง ในขณะที่กิจการทางด้านเทคโนโลยีซึ่งกำลังก้าวเข้ามาเป็นอนาคตและเป็นธีมหลักในการลงทุนทั่วโลกกลับมีอยู่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นไทยจึงฟื้นตัวหลังโควิด ช้ากว่าตลาดในต่างประเทศ ที่มีกิจการด้านเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ตลาดหุ้นไทยจะไม่มี “หุ้นเติบโต” เพราะตามนิยามหุ้นเติบโตแล้ว มันคือหุ้นที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังเติบโต กิจการที่เข้าสู่ช่วงขยายงาน จะมีรายได้และกำไรเติบโตเร็ว ... กิจการลักษณะนี้ยังตามหาในตลาดหุ้นไทยได้อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้วิธี Selective Buy เลือกเฉพาะตัวที่มีประเด็นการเติบโตชัดเจนจริง ๆ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 ปีหลังจากยุคโควิดนี้ เราสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

 

1. กลุ่ม Post Pandemic Growth

นี่คือกลุ่มที่จะเติบโตหลังจากที่โรคระบาดซาลงไป หุ้นในกลุ่มเหล่านี้ยังถูกมองว่าจะเติบโตเร็วทั้งรายได้และกำไรหลังจากทั่วโลกกลับมาเปิดเมืองอีกครั้ง จากฐานที่ต่ำและความต้องการที่ถูกอัดอั้นในปี 2563-2564 จะเติบโตไปได้อีกหลายปีกระทั่งตัวเลขต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจกลับมาเหมือนในช่วงก่อนเกิดโรคระบาด เช่น กลุ่มการบิน (สนามบิน สายการบิน) กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า กลุ่มออฟฟิศสำนักงานให้เช่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่ม REIT อุตสาหกรรม เป็นต้น

 

2. กลุ่ม Organic Growth ที่ยังคงมีการเติบโตตามการพัฒนาของประเทศไทย

นี่คือกลุ่มที่ตัวกิจการเองยังคงมีแผนขยายงาน เช่น ขยายสาขาใหม่ ออกสินค้าใหม่ ขยายเส้นทางใหม่ ขยายกำลังการผลิตใหม่ ซึ่งส่งผลให้กิจการมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง เช่น

  • หุ้นค้าปลีก ที่ยังคงมีนโยบายการขยายสาขาอีกจำนวนมาก ยังเพิ่มยอดขายและกำไรต่อไปได้อีกหลายปี
  • หุ้นขนส่งทางราง ที่ยังคงมีโครงการขยายเส้นทางใหม่ เพิ่มเติมต่อเชื่อมเป็นโครงข่ายมากขึ้น ยังเพิ่มรายได้ค่าโดยสารหรือรายได้ค่าบริหารจัดการเดินรถได้อีกมากตามเส้นทางที่ขยายตัว
  • หุ้นโรงไฟฟ้า ที่ยังคงมีการขยายโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นที่มาของการผลิตไฟฟ้าเมกะวัตต์ที่เพิ่มขึ้นอีกหลายปี นี่ก็เป็นต้นธารของการเติบโตเช่นกัน

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถเลือกที่จะลงทุนหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทย โดยเน้นกิจการที่มีการปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน หรือเพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งกำลังมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต นี่ก็เป็นอีกแนวทางที่จะใช้ค้นหาหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทยได้

 

การเติบโตมีหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็นแบบ Post Pandemic Growth ที่จะเติบโตจากฐานต่ำเพื่อกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนเกิดโควิด หรือ Organic Growth ที่เติบโตจากการขยายงานภายในกิจการเอง หรือ การเติบโตจากการปรับใช้เทคโนโลยีในองค์กรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและติดตามพัฒนาการของกิจการ

 

หากนักลงทุนสนใจลงทุนในหุ้นเติบโต นอกจากการประเมินกิจการเชิงคุณภาพแล้ว ให้ติดตามดูงบการเงิน ที่จะสะท้อนภาพการเติบโตผ่านทางยอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ รวมไปถึงการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ อัตราการเติบโตของรายได้ และการใช้เงินลงทุนในการขยายกิจการ เพื่อความมั่นใจว่าเราได้เลือกหุ้นเติบโตแบบไทย ๆ ที่ใช่และมีอนาคตอย่างแท้จริง

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากคัดกรอง “หุ้นเติบโต” ด้วยตนเอง เพื่อลงทุนหลังจากช่วงโควิด ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ www.setsmart.com ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้ได้ทดลองใช้งาน SETSMART ฟรี 15 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก SET Member เท่านั้น และหากต้องการใช้งานต่อ ก็สามารถสมัครได้ เพียง 250 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับข้อมูลที่จะได้รับ เช่น ภาวะการซื้อขาย เทรนด์นักลงทุนต่างชาติ หรือข้อมูลหุ้น อนุพันธ์ และกองทุนรวม ครบจบในเว็บเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลย!!!

 

และการลงทุนในหุ้นเติบโต สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของกิจการนั้น ๆ สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น ตลอดจนสามารถนำแนวคิดและขั้นตอนในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมาใช้เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีพื้นฐานดีเหมาะสมแก่การลงทุน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “ลงทุนหุ้นมั่นใจ ต้องเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน” ได้ฟรี!!! >> คลิกที่นี่

 

หมายเหตุ: บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง: