ธุรกิจกลุ่มไหน เหมาะกับการลงทุนหุ้นปันผล

โดย อธิป กีรติพิชญ์ Facebook Fanpage : นิ้วโป้ง Fundamental VI
3 Min Read
27 ตุลาคม 2565
11.656k views
Inv_ธุรกิจกลุ่มไหน เหมาะกับการลงทุนหุ้นปันผล_Thumbanil
Highlights

นักลงทุนหลายคน อาจทราบอยู่แล้วว่าการเลือกหุ้นปันผลนั้น ต้องมองหาธุรกิจที่ผลประกอบการมั่นคง สามารถทำกำไรได้ดีค่อนข้างสม่ำเสมอ จึงจะจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ แต่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นมีหุ้นมากกว่า 700 ตัว คำถามที่ตามมาคือจะเริ่มต้นหาหุ้นปันผลอย่างไร และบริษัทที่มีผลประกอบการและกำไรที่สม่ำเสมอนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมไหน…มาหาคำตอบกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นได้ 2 รูปแบบ คือ หนึ่ง..ส่วนต่างของราคาซื้อขาย (Capital Gain) และ สอง..เงินปันผล (Dividend) มีนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานและนักลงทุนเน้นคุณค่าจำนวนมาก ที่ชื่นชอบการลงทุนระยะยาวด้วยทัศนคติแบบการเข้าร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ ชอบธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ถูกดิสรัปชันมาทำลาย ชอบบริษัทที่รายได้ดี กำไรดี และมีการจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง ต้องการเก็บหุ้นปันผลดี ๆ เข้ามาในพอร์ตลงทุนของตนเอง การลงทุนลักษณะนี้เราสามารถเลือกที่จะไม่ขายหุ้น เพื่อรอรับกระแสเงินสดจากเงินปันผลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ความมั่งคั่งของเรางอกเงยตามเวลามากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี เป็นเกราะป้องกันในภาวะที่ปัจจัยการลงทุนมีความผันผวนสูง แม้ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดอาจจะลดลงตามสภาวการณ์ของภาพรวมตลาดที่ไม่เป็นใจ แต่ในที่สุดแล้วหุ้นของกิจการที่แข็งแกร่งและจ่ายปันผลดีย่อมจะฟื้นตัวได้ก่อนเสมอ การได้รับเงินปันผลในระหว่างที่ถือหุ้นรอ จะช่วยลดแรงกระทบต่อพอร์ตลงทุนได้ ยิ่งนักลงทุนหุ้นปันผลที่จัดพอร์ตแบบเน้นรายได้จากเงินปันผล (Income Focus) ยิ่งสามารถมองข้ามความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงสั้นได้เลย เพราะนักลงทุนประเภทนี้ มุ่งเน้นที่กระแสรายได้จากเงินปันผลที่สูงและสม่ำเสมอนั่นเอง และยิ่งได้เก็บหุ้นปันผลในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นตกต่ำลงจากปัจจัยภายนอกด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตในระยะยาวยิ่งสูงขึ้นไปอีก

 

หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงนั้น มีอยู่จริงในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ยังไม่สามารถฟื้นกลับไปสู่ช่วงก่อนโควิดได้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ก็จะยิ่งสูงเป็นพิเศษ เราสามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปีละประมาณ 3 – 6% จากหุ้นไทยได้หลายกลุ่ม เช่น หุ้นแข็งแกร่งที่มีมูลค่าตลาดสูง (Big Cap) กลุ่มกองรีท (REIT ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมามาก แต่พื้นฐานกิจการและการจ่ายเงินปันผลไม่ได้ถูกกระทบเท่าใดนัก อีกทั้งอยู่ในช่วงที่รายได้และกำไรกำลังเป็นขาขึ้นไปอีก 4 – 6 ไตรมาส ยิ่งดูเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะในช่วงเวลาที่ตลาดเป็นแบบนี้ ที่พอจะมีหุ้นปันผล Good Stock and Good Price ให้ลงทุนและมีจำนวนมากพอที่จะซื้อกระจายได้หลายตัว เพื่อบริหารความเสี่ยงได้

 

แต่... ตลาดหุ้นไทยก็มีหุ้นอยู่มากกว่า 700 ตัว เราไม่สามารถพิจารณาเลือกหุ้นปันผลเข้าพอร์ตลงทุนโดยดูจากค่า Dividend Yield ว่าต้องมีค่าสูง ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่แสดงอยู่ปัจจุบัน คำนวณจากจำนวนเงินปันผลต่อหุ้นย้อนหลัง 1 ปี หารด้วยราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ซึ่งเงินปันผลในอดีตก็ย่อมมาจากผลการดำเนินงานในอดีต การที่เราลงทุนในหุ้นปันผลตัวหนึ่ง เราต้องการเงินปันผลในอนาคตของมันต่างหาก ดังนั้น นักลงทุนจึงควรที่จะเลือกหุ้นปันผล พื้นฐานดี ราคาสมเหตุสมผล โดยการวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการที่จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

 

เลือกหุ้นปันผลยังไง?

ขอแนะนำให้พิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญ Stock Selection เพื่อเลือกหุ้นปันผลเข้าพอร์ต

  1. เป็นหุ้นแข็งแกร่ง ที่เป็นผู้นำในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ มีแบรนด์เป็นที่จดจำและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ชัดเจน มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งผลประกอบการค่อนข้างสม่ำเสมอและทำนายได้
  2. เป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลเป็นเปอร์เซนต์ของกำไรสุทธิที่ชัดเจน และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ต่อเนื่อง หุ้นปันผลที่ดีนอกจากจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องแล้ว ควรจ่ายให้มากขึ้นด้วย เพราะต้นธารของเงินปันผลคือกำไร หากกิจการสามารถจ่ายเงินปันผลมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายถึงผลการดำเนินงานมีแนวโน้มดีขึ้น ทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง
  3. เป็นกิจการที่ทำธุรกิจได้เป็นอย่างดีในระยะยาว ไม่โดนดิสรัปชัน ไม่โดนคู่แข่งทั้งในธุรกิจเดียวกันหรือธุรกิจอื่นมาทำให้กิจการไม่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ดีเหมือนเดิม เพราะการลงทุนในหุ้นปันผลนั้น เน้นลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เก็งกำไร เป้าหมายคือ เงินปันผลที่มีการจ่ายทุกปี แบบสม่ำเสมอทุกปี กิจการจึงต้องมีความแข็งแกร่ง ทำกำไรสม่ำเสมอ ยืนระยะได้ยาวนาน

 

ธุรกิจกลุ่มไหน เหมาะกับการลงทุนหุ้นปันผล?

คำถามใหญ่ถัดไปของนักลงทุนก็คือ ธุรกิจกลุ่มไหน เหมาะกับการลงทุนหุ้นปันผล? ขอยกตัวอย่าง 4 กลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางในการคิดวิเคราะห์ ดังนี้

 

1. กลุ่มธนาคาร

แม้ว่าธรรมชาติของกลุ่มธนาคาร ผลประกอบการจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศหดตัวย่ำแย่ หุ้นธนาคารก็มักจะแย่ด้วย แต่ถ้าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ดี หุ้นธนาคารก็มักจะดีด้วย อย่างไรก็ตาม หุ้นธนาคารไทยโดยเฉพาะกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จัดเป็นหุ้น Big Cap เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจไทย มีความแข็งแกร่ง และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารเสมอมา สมัยก่อนธนาคารจะดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง Conservative แต่ในสมัยนี้ธนาคารใหญ่ ๆ เริ่มขยายการลงทุนอย่างชัดเจน ทั้งขยายธุรกิจเดิมไปสู่ตลาดใหม่ เช่น ขยายธุรกิจธนาคารไปประเทศอินโดนีเซีย พม่า และอื่น ๆ หรือขยายสู่ธุรกิจใหม่ไปที่ฐานลูกค้าคนไทย

 

ภาวการณ์ปัจจุบัน แนวโน้มหุ้นกลุ่มธนาคาร ในระยะกลางน่าจะฟื้นตัวได้ตามการฟื้นตัวของ GDP ประเทศไทย ในปี 2565 – 2566 แม้จะมีปัจจัยกดดันจากต่างประเทศก็ตาม แต่ GDP ของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ โดยได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 12% ของ GDP

 

ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่น่าจะดีขึ้น จะเพิ่มความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) จากผลต่างของดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น (NIM : Net Interest Margin) และจากการตั้งสำรองที่ลดลงโดยเฉพาะธนาคารใหญ่ที่ปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งมีเครดิตลูกหนี้ดี จะยิ่งได้เปรียบ

 

นอกจากนี้ หุ้นธนาคารใหญ่ของไทยส่วนใหญ่ยังมีความ Laggard โดยเทรดที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า (บางตัวต่ำเพียง 0.5 – 0.6 เท่าก็มี) ในขณะที่การจ่ายปันผล มีอยู่อย่างสม่ำเสมอและมั่นคง การทยอยลงทุนระยะยาวเพื่อรับเงินปันผลกับหุ้นกลุ่มธนาคารนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

 

2. หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

หนึ่งในหุ้นสาธารณูปโภคที่ได้รับความนิยมลงทุนมากที่สุด เพื่อเพิ่มเงินปันผลหรือกระแสรายได้ของพอร์ตลงทุน คือ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็จะต้องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน และใช้ในยามจำเป็น เช่น หน้าร้อนต้องเปิดแอร์ หน้าหนาวต้องทำความร้อน ดังนั้นกิจการโรงไฟฟ้า มักจะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจ่ายปันผลดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงขาลงหรือกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยก็ตาม

 

ในฝั่งรายได้..กิจการมีรายได้ที่สม่ำเสมอ เพราะโรงไฟฟ้าหลายแห่งมีสัญญาขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือลูกค้าภาคอุตสาหกรรม การขยายกำลังการผลิต (เพิ่มกำลังการผลิตเมกกะวัตต์) ด้วยการเปิดโรงไฟฟ้าใหม่ ขยายไปต่างประเทศ ถือเป็น Growth Story

 

ในฝั่งต้นทุนค่าใช้จ่าย... โดยพื้นฐานแล้ว ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่โรงไฟฟ้าดำเนินการเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น นอกจากต้นทุนการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าบำรุงรักษาอาคาร โรงงาน เครื่องจักร ยังมีต้นทุนที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือ ต้นทุนค่าพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ซึ่งราคาของสินค้าเหล่านี้มีความผันผวนสูงตามราคาตลาดโลก โรงไฟฟ้าบางแห่งอาจจะได้รับการชดเชยต้นทุนส่วนนี้ผ่านกลไกทางราคาขายไฟฟ้า แต่โรงไฟฟ้าบางแห่งก็ไม่ได้รับการชดเชยใด ๆ ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและความผันผวนตรงนี้ ในภาวะปกติที่ราคาสินค้าพลังงานเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ไม่แพงจนเกินไป กิจการโรงไฟฟ้าจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ดีอย่างสม่ำเสมอ

 

ในภาวการณ์ปัจจุบัน หุ้นโรงไฟฟ้าหลายแห่ง มีความเป็น Good Stock at Good Price แม้ว่าปัจจัยลบคือต้นทุนพลังงานที่สูง แต่มีความเชื่อว่าได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ในขณะที่มีหลายปัจจัยบวกที่ทยอยเข้ามา เช่น

  • ราคาขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นค่า Ft
  • ต้นทุนที่ลดลงหลังราคาก๊าซธรรมชาติเริ่มชะลอตัวตามราคาน้ำมันดิบ
  • สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย หนุนให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กลับมาเดินเครื่องเต็มที่ การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง หนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น
  • โรงไฟฟ้าบางแห่งเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีแผนโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาดำเนินงานเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2565 – 2568

 

ในช่วงที่บรรยากาศการลงทุนยังเต็มไปด้วยความผันผวน จากเงินเฟ้อที่สูง ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า” ดูเป็นทางเลือกการลงทุนที่ดี นอกจากพื้นฐานของหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวของไทยจัดว่าเป็น Good Stock แล้ว ราคาหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวก็ปรับลดลงจากการที่ผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงทำให้หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าราคาลดลงมาพอสมควร (ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน) หุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวยังคงจ่ายเงินปันผลดีอย่างสม่ำเสมอ เหมาะแก่การลงทุนเพื่อรับเงินปันผลระยะยาว

 

3. หุ้นสื่อสาร

หุ้นสื่อสารผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถือว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในเชิงลงทุนเพื่อคาดหวังเงินปันผล เพราะเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่ง แม้ตลาดจะค่อนข้างอิ่มตัวด้วยจำนวน Subscriber ที่มีมากกว่าจำนวนประชากรไทยแล้วก็ตาม แต่ความต้องการบริการสื่อสารโทรคมนาคมยังคงมีอยู่ต่อไปในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ทุกคนต้องใช้ อีกทั้งตลาดยังมีผู้เล่นน้อยราย ทำให้ธุรกิจสร้างรายได้และกำไรได้ ในขณะที่การลงทุนก็มีช่วงลงทุน (Invest) และเก็บเกี่ยว (Harvest) ที่ผ่านมานับจากปลายปี 2015 หุ้นสื่อสารผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในช่วงลงทุน ทั้งการประมูลคลื่นความถี่ 700/900/1800/2600 MHz ที่ราคาแพง และจำเป็นต้องลงทุนสร้างโครงข่ายทั่วประเทศเพื่อให้บริการ 4G/5G ที่ครอบคลุมและให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีคุณภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาการลงทุนที่ยากลำบากกำลังเข้าถึงช่วงปลายรอบ ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว อัตราการจ่ายเงินปันผลของหุ้นกลุ่มนี้จะสูงขึ้น แม้จะเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ยากเพราะตลาดอิ่มตัวแล้ว แต่การเพิ่มกำไรโดยการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ลดลง เป็นสิ่งที่กระทำได้ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาพรวมมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

ด้วยกระแสรายได้ที่มั่นคงและความต้องการบริการสื่อสารยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เงินเฟ้อ ขึ้นดอกเบี้ย หรือเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม ทำให้บริษัทสื่อสารผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอและรอเวลาที่กิจการจะเข้าสู่ช่วงปลายรอบของการลงทุนเพื่อเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต้นทุนค่าเสื่อมโครงข่ายลดลง ทำให้รายได้วิ่งลงสู่กำไรสุทธิได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินปันผลต่อผู้ถือหุ้นที่สูงขึ้นนั่นเอง

 

4. หุ้นกลุ่ม REIT และ IFF

การลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) และลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund : IFF) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมี Good Underlying Asset หมายถึง สินทรัพย์สร้างรายได้ที่อยู่เบื้องหลัง REIT และ IFF ที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เช่าในอาคารสำนักงาน พื้นที่เช่าในห้างค้าปลีก พื้นที่เช่าในอาคารคลังสินค้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานให้เช่าที่เป็นแหล่งรายได้ของกอง IFF ตัวสินทรัพย์สร้างรายได้นี้ ที่นักลงทุนต้องตั้งคำถามว่า ยังสร้างกระแสเงินสดได้ดีหรือไม่ มีการเติบโตหรือไม่ มีความได้เปรียบคู่แข่งตรงไหน แนวโน้มความต้องการพื้นที่เช่าดีหรือไม่ นักลงทุนต้องเข้าใจในสินทรัพย์ที่อยู่เบื้องหลัง REIT และ IFF ตัวที่เราสนใจเป็นอย่างดี

 

ผมมีความเห็นว่า ช่วงเวลานี้ REIT และ IFF นับเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย เป็น Safe Haven หรือ สินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนใช้เป็นที่หลบภัยในการลงทุนในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวนสูงได้ดี เพราะ REIT และ IFF ส่วนใหญ่ของไทยมีความเกี่ยวข้องกับธีม Reopening ซึ่งประเทศไทยกำลังเปิดประเทศ เปิดทาง เปิดทำงาน เปิดเที่ยว ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 เป็นต้นไป นอกจากนี้ REIT และ IFF ไทยจำนวนมากยังไม่ฟื้นไข้จากโควิดดี แถมยังปรับลดราคาลงจากต้นปีมาแล้ว 5% – 20% จึงน่าจะเป็นที่หลบภัยชั้นดีให้กับนักลงทุนได้ คาดหวังเงินปันผลได้อย่างงดงาม

 

นอกจากนี้ นโยบายการขึ้นดอกเบี้ยที่สูงและนานเกินไป (ซึ่งไม่ดีต่อ REIT และ IFF เอามาก ๆ) อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในปี 2566 จึงมีความเป็นไปได้ที่นโยบายการเงินอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นลบต่อตลาดทุนมากไปกว่าทุกวันนี้ อาจทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจลงทุนในกลุ่ม REIT และ IFF อีกครั้ง โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงต่อการเปิดประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อาจจะเป็นกลุ่ม Transport IFF จากการเปิดทาง กลุ่ม Retail REIT จากการเปิดเมืองเปิดเที่ยว และ กลุ่ม Industrial REIT จากการเข้ามาลงทุนภาคอุตสาหกรรมและความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าของนักลงทุนต่างชาติ

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน


สำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจอยากคัดกรอง หุ้นปันผล” ด้วยตนเอง สามารถสมัครใช้บริการ SETSMART ได้ที่เว็บไซต์ www.setsmart.com เพียง 250 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับข้อมูลที่จะได้รับ เช่น ภาวะการซื้อขาย เทรนด์นักลงทุนต่างชาติ หรือข้อมูลหุ้น อนุพันธ์ และกองทุนรวม ครบจบในเว็บเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลย!!!

 

และนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่สนใจ ค้นหาหุ้นดี น่าลงทุนด้วย Stock Screening เพื่อให้ได้หุ้นดี โดนใจ โดยไม่ต้องใช้เวลาค้นหานาน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Stock Screening” ได้ฟรี!!! >> คลิกที่นี่

แท็กที่เกี่ยวข้อง: