ทำความรู้จัก Holding Company ลงทุนทีเดียวได้หุ้นหลายตัว

โดย SET
5 Min Read
13 กันยายน 2565
2.953k views
holding company คือ
In Focus
การลงทุนในหุ้น Holding Company เป็นอีกกลุ่มที่มีความน่าสนใจ จากการที่ถือหุ้นในบริษัทที่หลากหลาย ซึ่งนับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี และในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ Holding Company ว่าคืออะไร มีความน่าสนใจ จุดเด่น และวิธีวิเคราะห์อย่างไรบ้าง

          เคยได้ยินไหมว่า “อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว” นั่นจึงทำให้มนุษย์เรามีการหารายได้หลายทางมากขึ้น บริษัทในยุคนี้ก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อให้บริษัทยังสามารถอยู่รอดได้ ซึ่ง Holding Company ก็เป็นบริษัทที่มีรายได้หลายทาง จากการถือหุ้นหลาย ๆ บริษัท และในช่วงที่ตลาดผันผวน เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก การลงทุนในหุ้น Holding Company ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีความน่าสนใจ จากการที่ถือหุ้นในบริษัทที่หลากหลาย ซึ่งนับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี และในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ Holding Company ว่าคืออะไร มีความน่าสนใจ จุดเด่น และวิธีวิเคราะห์อย่างไรบ้าง

 

          Holding Company คือ บริษัทที่ตั้งขึ้นมาโดยมีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก ซึ่งอาจจะมีธุรกิจหลักของตัวเอง หรือถือหุ้นในบริษัทอื่นเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดย Holding Company ต้องถือหุ้นในบริษัทหลักอย่างน้อย 1 บริษัท อาจเป็นการถือหุ้นในบริษัทลูกที่มักจะถือหุ้นมากกว่า 50% หรือเข้าไปถือหุ้นบริษัทร่วมที่มักจะถือหุ้น 20-50% ก็ได้เช่นกัน

จุดเด่นของหุ้น Holding Company

 

  • เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มั่นคง แข็งแรง มีการกระจายความเสี่ยงการลงทุน จากการที่บริษัทมีการถือหุ้นในธุรกิจที่หลากหลาย โอกาสที่ธุรกิจต่าง ๆ จะเกิดวิกฤตขึ้นพร้อม ๆ กันจะถือว่าเป็นไปได้ยาก หรือมีความเป็นไปได้น้อย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการดำเนินธุรกิจที่เป็นบริษัทเดี่ยวอีกด้วย
  • สามารถขยายการเติบโตด้วยการลงทุนในธุรกิจทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมได้
  • หุ้น Holding ค่อนข้างมีมูลค่าการตลาด (Market ) ถูกกว่ามูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่ ฉะนั้นการซื้อหุ้น Holding มักจะได้ส่วนลดที่มากกว่าการเข้าไปลงทุนตรงในหุ้นลูกที่ Holding ถืออยู่
  • มีการจ่ายปันผลในอัตราที่สูงได้ เนื่องจาก Holding Company มักจะลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรและสร้างกระแสเงินสดกลับมาในอัตราที่สูงได้ เพื่อจะได้ส่งต่อผลตอบแทนนั้นไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นอีกทอดหนึ่ง


สำรวจตัวอย่างหุ้น Holding Company ในไทย

Holding Company ในประเทศไทยมีหลายบริษัท จึงขอยกตัวอย่าง Holding Company ที่มี Market Cap. เกิน 30,000 ล้านบาทขึ้นไป ได้แก่

holding company ในไทย
  1. INTUCH : บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ เทคโนโลยี และดิจิทัล โดยการถือหุ้นและเข้าไปบริหารงาน (Holding Company) สามารถจำแนกออกเป็น 3 สายธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ และธุรกิจอื่น ๆ โดยในปี 2565 ไตรมาสแรกมีรายได้รวม 752.59 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,552.24 ล้านบาท

อัตราส่วนการเงินที่สำคัญ : P/E Ratio 21.17 เท่า, Dividend Yield 4.03%

สัดส่วนหุ้นที่ถือ : ADVANC 40.44%, THCOM 41.13%

 

  1. PTT : บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ประกอบด้วยกิจการที่ ปตท. ดำเนินการเอง ได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทย่อยและ/หรือกิจการที่ควบคุมร่วมกันและบริษัทร่วม (กลุ่มบริษัท) ได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจปีโตรเคมีและการกลั่น ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปการ ธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจให้บริการ โดยในปี 2565 ไตรมาสแรกมีรายได้รวม 762,251.89 ล้านบาท กำไรสุทธิ 25,570.94 ล้านบาท

อัตราส่วนการเงินที่สำคัญ : P/E Ratio 9.51 เท่า, Dividend Yield 5.93%

สัดส่วนหุ้นที่ถือ : PTTEP 63.79%, PTTGC 45.18%, TOP 45.03%, IRPC 45.05%, OR 75%, GPSC 42.53%, TIPH 13.46%

 

  1. BTS : บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที) (2) ธุรกิจสื่อโฆษณา (3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ (4) ธุรกิจบริการ โดยในปี 2565 ไตรมาสแรกมีรายได้รวม 31,19.50 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,825.58 ล้านบาท

อัตราส่วนการเงินที่สำคัญ : P/E Ratio 29.60 เท่า, Dividend Yield 3.60%

สัดส่วนหุ้นที่ถือ : VGI 52.15% (บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือ 22.49% และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือ 29.66%), U 36.22%, PLANB 18.59% (ถือผ่านบริษัท วี จี ไอ จำกัด (มหาชน)), MACO 14.92%

 

  1. JMART : บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน บริษัทมีสถานะเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี หรือประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่น โดยมีธุรกิจหลักของบริษัทคือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการทุกเครือข่ายรวมถึงการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดจัดจำหน่ายกล้องดิจิตอล และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2565 ไตรมาสแรกมีรายได้รวม 3,738.31 ล้านบาท กำไรสุทธิ 325.12 ล้านบาท

อัตราส่วนการเงิน : P/E Ratio 9.51 เท่า, Dividend Yield 5.93%

สัดส่วนหุ้นที่ถือ : JMT 53.40%, J 65.53%, SINGER 25.57%

 

  1. SPI : บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจการลงทุนในหุ้นบริษัทต่าง ๆ และการพัฒนาสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ธุรกิจการลงทุนในธุรกิจสินค้าอุปโภค 2) ธุรกิจการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และ 3) ธุรกิจการพัฒนาสวนอุตสาหกรรมและลงทุนในธุรกิจอื่นๆ

อัตราส่วนการเงิน : P/E Ratio 9.51 เท่า, Dividend Yield 5.93%

สัดส่วนหุ้นที่ถือ : SPC 24.98% ,TNL 24.93, ICC 24.81%,  WACOAL 23.06%, S&J 20.08%, TPCS 20.03%, TFMAMA 25.98%, PB 21.79%

วิธีการวิเคราะห์หุ้น Holding Company

วิเคราะห์หุ้น Holding Company
eOpen Banner for investHow-01-01

ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนในหุ้น Holding Company หัวใจสำคัญในการวิเคราะห์หุ้นประเภทนี้ มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นวิเคราะห์อย่างไร สามารถเริ่มต้นได้ ดังนี้

 

 1. เข้าใจโครงสร้างการลงทุน

Holding Company ของแต่ละบริษัทจะมีการลงทุนบริษัทย่อยในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยแบ่งโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจที่ถืออยู่ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • กลุ่มธุรกิจหลัก จะสามารถลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ถือหุ้นได้ในสัดส่วน 25% ขึ้นไป และจะต้องรวมกันได้ไม่เกิน 75% ของมูลค่าสินทรัพย์ Holding Company
  • กลุ่มธุรกิจอื่น จะเป็นการลงทุนในบริษัทย่อย ซึ่งทุกบริษัทในกลุ่มนี้จะต้องรวมกันไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์ Holding Company

ซึ่งการทำความเข้าใจในการแบ่งโครงสร้างการลงทุน จะช่วยให้นักลงทุนได้เห็นภาพของธุรกิจนี้ได้ง่ายมากขึ้น ว่ามีสัดส่วนในการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมใด ลงทุนมากน้อยแค่ไหน

 

 2. ประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท Holding Company

การประเมินมูลค่าของหุ้นประเภทนี้ สามารถหาได้จาก 2 วิธี ดังนี้

  • การหามูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่ Holding Company ถืออยู่

การใช้มูลค่าหุ้นมาประเมินมูลค่า เรียกว่า Sum Of The Parts (SOTP) เป็นวิธีการนำมูลค่าของหุ้นบริษัทลูกมารวมกัน โดยเป็นค่าที่บอกว่า หุ้น Holding Company นี้ ควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งมีความใกล้เคียงและมีความแม่นยำกว่า เมื่อเทียบกับวิธีการประเมินมูลค่าแบบอื่น ๆ เนื่องจากวิธีดังกล่าวอิงกับมูลค่าของหุ้นของแต่ละกิจการที่มีการซื้อขายในตลาด

แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าด้วยวิธีนี้ นักวิเคราะห์มักจะลดมูลค่าของหุ้นที่บริษัท Holding Company ถืออยู่ประมาณ 20-25% บนสมมติฐานที่ว่า หากบริษัทขายหุ้น จะต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20%

  • อัตราส่วนทางการเงิน

วิธีนี้จะเป็นการตั้งสมมติฐานว่าหุ้น Holding Company เป็นหุ้นธรรมดา โดยในสถานการณ์ทั่วไป นักลงทุนมักจะใช้อัตราส่วน P/E Ratio และอัตราส่วนเงินปันผล (Dividend Yield) โดยเริ่มวิเคราะห์จากภาพรวมของงบการเงิน และเจาะไปที่กำไร จากนั้นจึงใช้ P/E Ratio เทียบกับอุตสาหกรรมที่ Holding Company ถูกจัดอยู่ ซึ่งวิธีนี้ สามารถนำไปปรับใช้กับบริษัทลูกที่ Holding Company ถืออยู่ได้ด้วย

 

 3. นโยบายจ่ายเงินปันผล

นอกจากการประเมินมูลค่าหุ้นแล้ว เราจะต้องดูผลประกอบการของบริษัท Holding Company ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีนโยบายการจ่ายปันผลหรือไม่ ซึ่งสัญญาณหนึ่งที่ผู้บริหารใช้ในการแก้ปัญหาเวลาหุ้นประเภทนี้มีราคาต่ำเกินไป คือ การทำกำไรจากการขายหุ้นที่ถือ และจ่ายปันผลพิเศษให้ผู้ถือหุ้น

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้น Holding Company ถือเป็นบริษัทที่มีความซับซ้อน ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมให้ดีก่อนการลงทุน และสำหรับใครที่ต้องการศึกษาหุ้นในกลุ่ม Holding Company หรือกลุ่มอื่น ๆ เพิ่มเติม พร้อมรับมุมมองจากนักวิเคราะห์หลากหลายบริษัทหลักทรัพย์ สามารถศึกษาได้จากโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุน คลิกที่นี่ 

สุดท้ายนี้หากนักลงทุนสนใจเริ่มต้นลงทุนในหุ้นกลุ่มต่าง ๆ และต้องการข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์เชิงลึก ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้นักลงทุนทดลองใช้งาน SETSMART ฟรี 15 วัน เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก SET Member เท่านั้น คลิกที่นี่

Disclaimer : ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่ปรากฏนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยการอิงกับไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Based) หรือกระแส (Trend) ซึ่งรวบรวมมาจากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าวรวมทั้งไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนใด ๆ ในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหายจากการนำข้อมูลที่ปรากฏนี้ไปใช้ในทุกกรณี

ปุ่ม erc
ปุ่ม setsmart
แท็กที่เกี่ยวข้อง: