หุ้นกลุ่มที่น่าสะสมช่วงเงินเฟ้อ สไตล์ VI

โดย อธิป กีรติพิชญ์ Facebook Fanpage : นิ้วโป้ง Fundamental VI
3 Min Read
1 สิงหาคม 2565
2.129k views
Inv_หุ้นกลุ่มที่น่าสะสมช่วงเงินเฟ้อ สไตล์ VI_Thumbnail
Highlights
  • เงินเฟ้อที่สูงขึ้นในประเทศไทยเกิดจากภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของการผลิต
  • การทำให้เงินเฟ้อปรับลดลงมา จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น อัตรากำไรของบริษัทลดลง และกำไรที่ลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นโดยตรง
  • ในภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเป็นขึ้น ไม่ได้เป็นผลลบต่อทุกบริษัท ยังมีบางกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ เช่น กลุ่มประกัน เป็นต้น

ปี 2565 เป็นปีที่ปัจจัยการลงทุนเชิงลบมีมากมายเป็นพิเศษ โดยเริ่มต้นปีด้วยปัจจัยลบที่ต่อเนื่องจากปี 2564 คือ โรคระบาดโควิด-19 การปิดเมืองที่ยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศ และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของสินค้าและบริการเกือบทุกชนิด นำไปสู่การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อไปทั่วโลก

 

นับจากต้นปี ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อที่รุนแรง ตัวเลขเงินเฟ้อของเกือบทุกประเทศทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายสิบปี ต้นทุนการผลิต หรือ ราคาวัตถุดิบ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น มีที่มาหลัก ๆ จากราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ราคาอาหาร ราคาปุ๋ย ฯลฯ ที่ถูกกดดันมาจากต้นทุนเพิ่ม (Cost - Push Inflation) นำไปสู่ราคาสินค้าสูงขึ้น ตามราคาต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง

 

สถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทย

สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยล่าสุด ประจำเดือน มิถุนายน 2565 โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงข้อมูลการปรับตัวสูงขึ้นของเงินเฟ้อถึง 7.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (มิ.ย. 64) โดยมีปัจจัยที่ดันให้ "อัตราเงินเฟ้อ" สูงขึ้น ตัวหลัก คือ ราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาค่าไฟฟ้า และราคาก๊าซหุงต้ม นับว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ของประเทศไทย ดังรูปอัตราเงินเฟ้อไทย 5 ปีล่าสุดเป็นการเร่งตัวในช่วงปลายปี 2564 ถึงปี 2565 อย่างชัดเจน

Inv_หุ้นกลุ่มที่น่าสะสมช่วงเงินเฟ้อ สไตล์ VI_01

แน่นอนว่า การปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่ภาครัฐไม่ทำอะไรเลย จะทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากลำบากมาก และอาจเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในทุกประเทศ เพื่อทำสงครามกับภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมทั้งประเทศไทย ที่ประเมินว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในครึ่งหลังของปี 2565 นี้ ทำให้นับจากนี้ไปเราจะอยู่ในช่วงสถานการณ์ ดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างเต็มตัว ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

 

เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้น เนื่องจากการวัดมูลค่าหุ้น (Valuation) ด้วยวิธี DCF Discounted Cashflow จะต้องใช้อัตราคิดลด (Discounted Rate) ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อมูลค่ากลุ่มหุ้นเติบโต ที่คาดหวังการเติบโตของกำไรในระยะยาว เมื่อถูกคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน จะมีมูลค่าลดลง ดังที่เราเห็นได้จากผลตอบแทนอันน่าผิดหวังนับจากต้นปี ของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกใน NASDAQ (YTD -25.3%) และกองทุนอีทีเอฟหุ้นเทคโนโลยี ARK Innovation ETF (ARKK YTD -52.3%) ที่ราคาปรับตัวอย่างหนักนับจากต้นปี  

 

ธุรกิจหรือหุ้นกลุ่มไหนบ้างที่ไปต่อได้ และน่าทยอยเข้าสะสมช่วงเงินเฟ้อ

ก่อนอื่นผมอยากจะสื่อสารถึงนักลงทุนกลุ่มใหญ่ ที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นที่ดีหลังจากตลาดหุ้นไทยร่วงลงอย่างหนักจากพิษโควิด รวมทั้งเหตุผลที่เกิดจากการ work from home การออกจากงานชั่วคราว การมีเวลาว่างมากขึ้น มีเงินสดในกระเป๋าเยอะ จึงต้องการนำเงินมาวางไว้ในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น เพื่อให้ได้กระแสเงินสดไม่ว่าจะจากการซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น หรือรับเงินปันผลจากการซื้อหุ้นไทยพื้นฐานดีที่ราคาต่ำ ซึ่งที่ผ่านมา 2 ปีอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการลงทุน ลงทุนง่ายและได้ผลเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นต้นมา ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะไม่ใช่ที่ที่จะสร้างกระแสเงินสดได้ง่าย ๆ เพราะตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงภาวะขาลง แต่ถามว่าการซื้อหุ้นลงทุนในช่วงปีนี้ ถ้าไม่ได้หวังผลระยะสั้น ๆ แต่เน้นมองระยะยาว 3 ปีขึ้นไป โอกาสในการได้กำไรจากการลงทุนมีสูงมาก ดังนั้น นับจากภาวะการขึ้นดอกเบี้ยนี้ นักลงทุนควรจะต้องมีมุมมองการลงทุนในระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนก็ควรมีกรอบเวลาในการลงทุนที่ยาวเพียงพอที่จะข้ามรอบเศรษฐกิจในยุคเงินเฟ้อ (Inflation Risk) และอาจจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession Risk) ในช่วงนี้ไปให้ได้

 

ในภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่อง ตัวอย่างกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง คือ กลุ่มส่งออกอาหารต้นน้ำ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มประกัน เป็นต้น

 

  • กลุ่มส่งออกอาหารต้นน้ำ ได้รับอานิสงส์จากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นสูงสุด โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตอาหารต้นน้ำรายใหญ่ เพราะสามารถกำหนดราคาขายเองได้ ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แตกต่างจากกลุ่มอาหารที่เป็นกลุ่มปลายน้ำ ที่ไม่สามารถกำหนดราคาได้ ก็จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต และส่งผลต่ออัตราการทำกำไรแม้ว่าการปรับราคาขายสินค้าขึ้น อาจส่งผลต่อยอดขายที่ลดลงบ้าง แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญเพราะเป็นสินค้าจำเป็น และโดยปกติในภาวะเงินเฟ้อ การปรับขึ้นราคาสินค้าจะมีการปรับขึ้นในทุกชนิดสินค้าอยู่แล้ว ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกมากนัก
  • กลุ่มธนาคาร จะได้กำไรจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์คือ รายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งมีเครดิตลูกหนี้ดี จะได้เปรียบมาก เพราะได้ผลต่างของดอกกู้และดอกฝากสูงขึ้น หรือ ค่า NIM (Net Interest Margin) สูงขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากหนี้เสีย NPL (Nonperforming Loan) น้อยกว่า จึงได้รับประโยชน์ทางตรง
  • กลุ่มประกัน มีรายได้หลักสองทาง คือ กำไรสุทธิจากเบี้ยรับรายปี และผลตอบแทนจากเงินลงทุน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้บริษัทประกันได้ประโยชน์จากผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น จากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นการเพิ่มรายได้โดยที่ความเสี่ยงจากการลงทุนเท่าเดิม

 

เทคนิคในการสแกนหาหุ้นดีราคาถูก

เทคนิคการสแกนหาหุ้น ยังคงเป็นหลักการลงทุนเน้นคุณค่าเหมือนเดิม จำไว้ว่าการลงทุน คือ เรากำลังจะใช้เงินสดจริง ไปแลกกับหุ้น ดังนั้นก่อนจะแลกกับหุ้นตัวไหน ก็ต้องมั่นใจว่าได้วิเคราะห์ข้อมูล จนมั่นใจได้ว่านี่คือ Good Stock at Good Price กล่าวคือ เป็นหุ้นพื้นฐานดี ที่ราคายอดเยี่ยมด้วย (ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง)

 

1. Good Underlying Asset
สินทรัพย์หรือธุรกิจทำเงินที่อยู่เบื้องหลังหุ้นที่เราสนใจคืออะไร สร้างกระแสเงินสดได้ดีแม้ในภาวะเงินเฟ้อหรือไม่ มีการเติบโตหรือไม่ มีความได้เปรียบคู่แข่งตรงไหน แนวโน้มความต้องการสินค้าและบริการดีหรือไม่ นักลงทุนต้องเข้าใจในสินทรัพย์หรือธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังหุ้นตัวที่เราสนใจเป็นอย่างดี

2. Risk and Return
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นที่เราสนใจเป็นอย่างไร หุ้นตัวนี้คือหุ้นชนิดใด หุ้นโตช้า หุ้นโตเร็ว หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นวัฏจักร หุ้นทรัพย์มาก หรือ หุ้นเทิร์นอะราวด์ เป็นต้น หุ้นแต่ละชนิดมีความเสี่ยงในการถือครองไม่เท่ากัน ความคาดหวังผลตอบแทนในการถือหุ้นแต่ละชนิดจึงต้องสมเหตุสมผลด้วย เช่น หากเราต้องการผลตอบแทนเพียงระดับชนะผลตอบแทนจากตราสารหนี้ (เช่น 3 – 4%) เราควรสนใจในหุ้นแข็งแกร่งที่จ่ายปันผลดี 3% ขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงซื้อหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นเทิร์นอะราวด์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเลย

3. Valuation
คือการวัดมูลค่าความถูกแพงของหุ้น ต่อให้เป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากภาวะเงินเฟ้ออย่างไร แต่ถ้าราคาหุ้นแพงและรับรู้ข่าวไปหมดแล้ว ก็ไม่ควรซื้อลงทุน จำไว้ว่าการลงทุนที่ดี Good Stock อย่างเดียวไม่พอ ต้อง Good Price ด้วย

 

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน


สำหรับนักลงทุนมือใหม่และผู้ที่สนใจ เรียนรู้พื้นฐานการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพื่อจับทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ และค้นหาหุ้นเด็ดในแต่ละช่วงเวลา สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “Macro Analysis” ได้ฟรี!!! >> คลิกที่นี่

แท็กที่เกี่ยวข้อง: