เทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว

โดย ธีรพัฒน์ มีอำพล, CFP® นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
3 Min Read
30 พฤศจิกายน 2563
162 views
TSI_13_เทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว
Highlights
  • การรีไฟแนนซ์บ้านคือ การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารครั้งใหม่ เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยก้อนเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันกับธนาคาร โดยผู้ขอสินเชื่อจะได้รับประโยชน์ที่ดีกว่าจากเงินสินเชื่อก้อนใหม่
  • ก่อนจะตัดสินใจรีไฟแนนซ์ควรพิจารณาถึงความคุ้มค่า เช่น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้นั้นคุ้มค่า เหมาะสมที่จะรีไฟแนนซ์จริงๆ

หนึ่งในวิธีการลดภาระหนี้ที่คนมีหนี้บ้านต้องเคยได้ยิน คือ “การรีไฟแนนซ์บ้าน”

 

การรีไฟแนนซ์บ้านคือ การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารครั้งใหม่ เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยก้อนเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันกับธนาคาร ซึ่งสามารถทำได้กับที่อยู่อาศัยทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม โดยผู้ขอสินเชื่อจะได้รับประโยชน์ที่ดีกว่าจากเงินสินเชื่อก้อนใหม่ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เงื่อนไขการผ่อนชำระที่ดีกว่าเดิม เป็นต้น

 

เหตุผลของการรีไฟแนนซ์คือ ในช่วง 3 ปีแรกธนาคารจะมีโปรโมชั่นสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่หลังจากปีที่ 4 เป็นต้นไป จะคิดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (ลอยตัว) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นสูงกว่าในช่วง 3 ปีแรกของการผ่อนชำระ เช่น ช่วง 3 ปีแรก ผู้กู้จ่ายเงินผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท อาจมีอัตราดอกเบี้ย 3.0% แต่หลังจากปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นเป็น 5.5% หมายความว่าเงินที่ผ่อนชำระต่อเดือน 10,000 บาทเท่าเดิม จะถูกหักเป็นดอกเบี้ยมากขึ้น เหลือเงินที่ไปหักเงินต้นน้อยลง ส่งผลให้เงินต้นลดช้าลง

 

ดังนั้น การรีไฟแนนซ์จะทำให้ผู้กู้กลับมาเริ่มต้นที่ดอกเบี้ยในอัตราถูกลง เงินในแต่ละงวดที่ผ่อนชำระหักเงินต้นมากขึ้น ย่อมทำให้เงินต้นลดลงเร็วกว่า

 

ปกติแล้วการรีไฟแนนซ์จะต้องทำหลังจากครบระยะเวลา 3 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลามาตรฐานเกือบทุกธนาคาร เพราะถ้า

รีไฟแนนซ์ก่อน 3 ปี หรือน้อยกว่าระยะเวลาตามที่ธนาคารกำหนด จะมีค่าปรับประมาณ 0 - 3% ของวงเงินสินเชื่อ ขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ ซึ่งคิดออกมาแล้วเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก อาจจะไม่คุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้สักเท่าไหร่นัก

 

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจทำการรีไฟแนนซ์ควรพิจารณาถึงความคุ้มค่า ไม่เช่นนั้นแทนที่จะได้ประโยชน์กลับกลายเป็นต้องเสียประโยชน์หนักกว่าเดิมอีก โดยหลักๆ สิ่งที่ต้องพิจารณามี 2 เรื่อง

  1. ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการรีไฟแนนซ์บ้าน

 

ต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนที่จะทำรีไฟแนนซ์บ้านว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้างที่ต้องเสีย เช่น
ค่าปรับกรณีรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนด ค่าธรรมเนียมในการจดจำนอง ค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อสัญญาฉบับใหม่ ค่าประกันอัคคีภัย ค่าประเมินราคาของหลักประกัน ค่าอากรแสตมป์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ นี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร

 

  1. ดอกเบี้ยพร้อมเงื่อนไขอื่นๆ

 

การกู้ยืมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของทุกธนาคาร มักจะมีโปรโมชั่นคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพียง 3 ปีแรก แต่ต้องดูเงื่อนไขต่างๆ ประกอบด้วย เช่น บางธนาคารอาจมีระบุข้อกำหนด อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ระยะเวลาในการผ่อนชำระขั้นต่ำ จำนวนเงินต่องวดที่ใช้ผ่อน

 

การรีไฟแนนซ์ทุกครั้งจะต้องมีค่าใช้จ่าย ดังนั้น การดูแต่เพียงว่าอัตราดอกเบี้ยใหม่ถูกกว่าจึงไม่เพียงพอ ผู้กู้จะต้องคำนวณด้วยว่าส่วนที่ประหยัดจากดอกเบี้ยที่ลดลง 3 ปี คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เงินต้นเหลือน้อยๆ ก็อาจจะไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ประหยัดก็ได้

 

ปัจจุบันนอกจากการรีไฟแนนซ์ ยังมีอีกหนึ่งทางเลือก คือ การขอลดดอกเบี้ย (Retention) กับธนาคารเดิม ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเสียเวลาไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารแห่งใหม่ แต่การขอลดดอกเบี้ยต้องผ่อนชำระมาแล้วเกิน 3 ปี

 

การขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งแทบทุกที่จะปฎิเสธเหมือนกันว่าทำให้ไม่ได้ นี่คือดอกเบี้ยที่ดีที่สุด และเหตุผลอีกมากมายที่ไม่อยากลดดอกเบี้ยลงมา เมื่อเจอเหตุผลแบบนี้แนะนำให้ตอบคำเดียวไปเลยว่า “ถ้าอย่างนั้นจะไปทำการรีไฟแนนซ์กับเจ้าอื่น” หากธนาคารต้องการรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ ก็จะทำการปรับลดดอกเบี้ยให้

 

ขั้นตอนการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม

 

  • เข้าไปติดต่อกับธนาคาร โดยให้ไปสาขาที่ยื่นขอสินเชื่อเอาไว้ เพราะมีข้อมูลเอกสารทุกอย่างครบ แจ้งว่าต้องการขอลดดอกเบี้ย โดยระบุเหตุผลไปว่าตนเองคือลูกค้าชั้นดี ชำระตรงเวลา ไม่มีประวัติเสียใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งผ่อนชำระมาครบ
    3 ปีเรียบร้อยแล้ว
  • หากยังไม่อนุมัติลดดอกเบี้ย แนะนำให้ทำเรื่องรีไฟแนนซ์กับธนาคาร พร้อมแจ้งว่าได้หาข้อมูลการรีไฟแนนซ์จากธนาคารอื่นมาแล้วหลายแห่งซึ่งดอกเบี้ยถูกกว่า หากมีผลพิจารณาอนุมัติมาแล้วจะช่วยยืนยันได้มากขึ้น
  • หากธนาคารยินยอมที่จะปรับลดดอกเบี้ยให้ แม้จะไม่ได้ส่วนลดดอกเบี้ยมากเท่ากับการรีไฟแนนซ์ แต่หากพิจารณาจากดอกเบี้ยที่ลดลงแล้วคุ้มค่า แลกกับการไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจ่ายเรื่องที่จำเป็นอื่นๆ การวางแผนจัดการการเงินที่ดี ก็จะช่วยทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

 

สำหรับใครที่สนใจอยากรู้เทคนิคและกระบวนการวางแผนชำระหนี้อย่างถูกต้อง เพื่อให้มีเงินเหลือออม สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “หมดหนี้ มีออม” ฟรี!!! >> คลิกที่นี่

แท็กที่เกี่ยวข้อง: